ไปเที่ยวทีไรท้องผูกทุกที กินอะไรดี? ทำไมลำไส้เปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนที่ และวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

ท้องผูกเวลาเดินทางมีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า travel constipation และเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากจนถือว่าเป็นเรื่องปกติของการเดินทาง · คำตอบสั้น ๆ คือ มันไม่ได้เกิดจาก “อาหารที่นั่นไม่ถูกกับเรา” เป็นหลัก แต่เกิดจากการที่กิจวัตรซึ่งลำไส้ยึดเป็นสัญญาณถูกเปลี่ยนพร้อมกันหลายอย่าง — เวลานอน เวลาอาหาร ปริมาณน้ำ ปริมาณใยอาหาร และการเคลื่อนไหว · บทความนี้อธิบายกลไกที่แท้จริง สิ่งที่ควรเตรียมก่อนออกเดินทาง ตัวช่วยที่มีเหตุผลรองรับ และสัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่ท้องผูกธรรมดา

ลำไส้ตอบสนองต่อกิจวัตร
เวลาตื่นและมื้อเช้า
คือสัญญาณกระตุ้นการขับถ่าย
ดื่มน้ำน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
เพราะกลัวต้องเข้าห้องน้ำ
ระหว่างเดินทาง
การกลั้นทำให้แย่ลง
ยิ่งกลั้นบ่อย สัญญาณปวดถ่าย
ยิ่งเบาลงเรื่อย ๆ

ลำไส้ใหญ่ของเราทำงานตามจังหวะที่ค่อนข้างตายตัว และมีรีเฟล็กซ์ชื่อ gastrocolic reflex ที่ทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่ายหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้า · เมื่อเราเดินทาง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีอย่างเดียวแต่เปลี่ยนพร้อมกันหมด · อย่างแรกคือน้ำ — คนส่วนใหญ่ดื่มน้ำน้อยลงตอนเดินทางเพราะกลัวต้องเข้าห้องน้ำบนรถหรือบนเครื่องบิน และอากาศในห้องโดยสารเครื่องบินก็แห้งมาก ทำให้เสียน้ำทางลมหายใจมากกว่าปกติ · อย่างที่สองคือใยอาหาร — อาหารระหว่างทางมักเป็นของแปรรูป ขนมปัง ข้าวขาว และของทอด ส่วนผักผลไม้ที่กินอยู่ทุกวันที่บ้านหายไป · อย่างที่สามคือนาฬิกาชีวภาพ — การข้ามเขตเวลาหรือเพียงแค่ตื่นผิดเวลาทำให้จังหวะการบีบตัวของลำไส้เลื่อนตาม · อย่างที่สี่คือการกลั้น — ห้องน้ำที่ไม่คุ้นเคย ไม่สะอาด หรือไม่มีความเป็นส่วนตัว ทำให้คนกลั้นไว้ และเมื่อกลั้นซ้ำ ๆ สัญญาณอยากถ่ายจะเบาลงจริง ๆ · อย่างสุดท้ายคือการเคลื่อนไหวที่ลดลง — การนั่งนานบนรถหรือเครื่องบินหลายชั่วโมงทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง

1 สิ่งที่ควรทำ 3-5 วันก่อนออกเดินทาง

  • เพิ่มใยอาหารล่วงหน้า ไม่ใช่ตอนท้องผูกแล้ว — ค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยพร้อมน้ำ เพื่อให้ลำไส้ปรับตัวก่อนออกเดินทาง
  • ถ้าจะใช้โพรไบโอติก ให้เริ่มก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ — เพราะการเริ่มวันเดินทางพอดีมักทำให้ท้องอืดในช่วงปรับตัวไปซ้อนกับความไม่สบายจากการเดินทาง
  • จัดของที่พกได้ไว้ล่วงหน้า — ซองใยอาหาร ผลไม้แห้งอย่างลูกพรุนหรืออินทผลัม และขวดน้ำแบบพับได้
  • เข้าห้องน้ำให้เป็นเวลาในช่วงก่อนเดินทาง — การฝึกให้ลำไส้คุ้นกับเวลาเดิมทุกเช้าช่วยให้จังหวะไม่หลุดง่าย
  • อย่าเริ่มยาระบายไว้ล่วงหน้าแบบเผื่อ — เป็นสิ่งที่ทำให้ระบบรวนกว่าเดิม และควรใช้เมื่อจำเป็นตามคำแนะนำของเภสัชกรเท่านั้น
  • สิ่งที่ควรจำ — การเตรียมล่วงหน้าได้ผลกว่าการแก้ตอนติดปัญหาแล้วมาก

2 สิ่งที่ควรทำระหว่างเดินทาง

  • ดื่มน้ำให้พอ แม้จะต้องเข้าห้องน้ำบ่อย — นี่คือตัวแปรอันดับหนึ่ง · ตั้งเป้าเป็นจำนวนขวดต่อวันเพื่อให้นับได้จริง
  • เลือกเมนูที่มีผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยมื้อละนิด — สลัดข้างเมนูหลัก ผลไม้ตามฤดูกาล หรือแม้แต่ผักในก๋วยเตี๋ยวก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
  • ขยับทุก 1-2 ชั่วโมง — ลุกเดินในทางเดินเครื่องบิน หรือยืดขาตอนรถจอดพัก · การเดินกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ได้จริง
  • อย่ากลั้นเมื่อรู้สึกปวด — หาห้องน้ำทันทีที่มีสัญญาณ เพราะโอกาสถัดไปอาจไม่มาอีกทั้งวัน
  • รักษามื้อเช้าไว้ — มื้อเช้าคือตัวกระตุ้นรีเฟล็กซ์ที่ดีที่สุด และการงดมื้อเช้าเพื่อไปเที่ยวให้ทันคือสาเหตุที่คนมองข้าม
  • ระวังกาแฟและแอลกอฮอล์มากเกินไป — ทั้งคู่เพิ่มการขับน้ำและทำให้ร่างกายขาดน้ำง่ายขึ้น

3 ตัวช่วยที่มีเหตุผลรองรับ และวิธีใช้ให้ถูก

  • ใยอาหารชนิดละลายน้ำ — ไซเลียมฮัสค์และกลูโคแมนแนนจากบุก อุ้มน้ำแล้วทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น · ต้องดื่มน้ำตามให้พอเสมอ มิฉะนั้นจะยิ่งแข็งและอืด
  • พรีไบโอติก — ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) และใยอาหารจากชิโครี เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดี · ควรเริ่มก่อนเดินทางเพื่อผ่านช่วงท้องอืดแรกให้จบก่อน
  • โพรไบโอติก — สายพันธุ์ที่มีงานวิจัยด้านการเคลื่อนไหวของลำไส้ · ต้องเว้นจากยาปฏิชีวนะ 2-3 ชั่วโมงถ้ากินอยู่
  • แมกนีเซียม — แมกนีเซียมบางรูปแบบดึงน้ำเข้าลำไส้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่บางคนใช้ช่วยเรื่องขับถ่าย · ผู้ที่มีโรคไตห้ามใช้เองเด็ดขาด ต้องปรึกษาแพทย์
  • ลูกพรุนและกีวี — เป็นอาหารที่มีข้อมูลสนับสนุนเรื่องการขับถ่ายและพกง่าย
  • สิ่งที่ควรจำ — ตัวช่วยเหล่านี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีน้ำเพียงพอ · ไม่มีอะไรทดแทนน้ำได้
BLB F เป็นผงชงที่ให้ใยอาหารรวม 7,023.9 มก. ต่อซอง จากฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ 3,023.9 มก. ไซเลียมฮัสค์ 2,500 มก. บุก 1,600 มก. ใยอาหารจากชิโครี 1,500 มก. กัวร์กัม 1,500 มก. และไซโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ 500 มก. ร่วมกับ Bacillus Coagulans 67 มก. สารเมแทบอไลต์จากการหมัก 300 มก. แอล-กลูตามีน 450 มก. กีวีทอง อัมลา และแอปเปิลไซเดอร์เวเนการ์ อย่างละ 500 มก. · ครบทั้งพรีไบโอติก โพรไบโอติก และโพสต์ไบโอติก · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0051 และผ่านการรับรองฮาลาล

4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้แย่ลงกว่าเดิม

  • ใช้ยาระบายกระตุ้นลำไส้ทุกวันติดต่อกัน — ยากลุ่มนี้มีที่ใช้ แต่ไม่ใช่สำหรับใช้ต่อเนื่องเอง · ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ
  • เพิ่มใยอาหารพรวดเดียวโดยไม่เพิ่มน้ำ — เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการอืดแน่นจนรู้สึกแย่กว่าเดิม
  • งดน้ำเพื่อไม่ต้องเข้าห้องน้ำ — แก้ปัญหาหนึ่งแล้วสร้างอีกปัญหาที่ใหญ่กว่า
  • อดมื้อเช้า — ทำให้เสียตัวกระตุ้นการขับถ่ายที่ดีที่สุดของวัน
  • ดื่มกาแฟแทนน้ำทั้งวัน — กาแฟกระตุ้นลำไส้ได้จริงในบางคน แต่ไม่ใช่ตัวแทนของน้ำ
  • เครียดกับมันมากเกินไป — ความเครียดเองก็มีผลต่อการทำงานของลำไส้ผ่านแกนสมอง-ลำไส้ · การรู้ว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราวช่วยได้จริง

5 เมื่อไรควรพบแพทย์ — และเมื่อไรที่ไม่ใช่แค่ท้องผูกจากการเดินทาง

  • ไม่ถ่ายเลยเกิน 3-4 วันร่วมกับปวดท้องมาก ท้องอืดแน่น หรืออาเจียน — โดยเฉพาะถ้าไม่ผายลมเลย ต้องพบแพทย์
  • ถ่ายเป็นเลือดสด เลือดปนมูก หรือถ่ายดำเหมือนยางมะตอย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือลำอุจจาระเล็กลงชัดเจนต่อเนื่อง
  • ท้องผูกที่เพิ่งเริ่มเป็นครั้งแรกในผู้ที่อายุเกิน 50 ปี — เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่รักษาตามอาการอย่างเดียว
  • ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง หรือมีไข้ร่วมด้วย
  • สิ่งที่ควรจำ — ท้องผูกจากการเดินทางมักดีขึ้นภายใน 2-3 วันหลังกลับเข้าสู่กิจวัตรเดิม · ถ้าไม่ดีขึ้นหลังกลับบ้านแล้วหนึ่งสัปดาห์ ควรไปตรวจ

6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ท้องผูกเวลาเดินทางกี่วันถึงจะหาย

ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 วันหลังกลับเข้าสู่กิจวัตรเดิม คือนอนเป็นเวลา กินมื้อเช้า ดื่มน้ำพอ และกินผักผลไม้ตามปกติ · ถ้ากลับบ้านมาแล้วเกินหนึ่งสัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่น

ควรพกยาระบายไปด้วยไหม

ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเดินทางว่าเหมาะกับคุณหรือไม่ และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่กินทุกวันแบบป้องกัน · ยาระบายกลุ่มกระตุ้นลำไส้ที่ใช้ต่อเนื่องเองอาจทำให้ระบบขับถ่ายพึ่งพาและรวนกว่าเดิม · ทางที่ปลอดภัยกว่าคือเตรียมเรื่องน้ำ ใยอาหาร และกิจวัตรไว้ล่วงหน้า

ดื่มน้ำเท่าไรถึงพอเวลาเดินทาง

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน แต่วิธีที่ใช้ได้จริงคือดูสีปัสสาวะ ถ้าสีเข้มแปลว่าน้อยไป · บนเครื่องบินซึ่งอากาศแห้งมาก ควรตั้งใจดื่มเพิ่มจากปกติ และเลี่ยงการใช้กาแฟหรือแอลกอฮอล์แทนน้ำ

กินไฟเบอร์เยอะ ๆ ก่อนเดินทางเลยได้ไหม

ไม่ควรเพิ่มพรวดเดียว · การเพิ่มใยอาหารเร็วเกินไปโดยไม่เพิ่มน้ำทำให้ท้องอืดและแน่นกว่าเดิม · ควรค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยเริ่มก่อนเดินทางราว 3-5 วัน และดื่มน้ำตามให้พอทุกครั้ง

เด็กท้องผูกเวลาไปเที่ยว ให้กินอะไรได้บ้าง

สำหรับเด็ก ควรเน้นน้ำ ผลไม้ที่เด็กกินได้ และการรักษาเวลากินเวลานอนให้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด · ห้ามแบ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาระบายของผู้ใหญ่ให้เด็กเอง · ถ้าเด็กไม่ถ่ายหลายวัน ร้องปวดท้อง หรือมีอาเจียนร่วมด้วย ต้องพาไปพบกุมารแพทย์

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • ท้องผูกร่วมกับปวดท้องรุนแรง ท้องอืดจนแน่นมาก อาเจียน ไม่ผายลมเลย ถ่ายเป็นเลือดหรือถ่ายดำ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือขนาดลำอุจจาระเล็กลงชัดเจนต่อเนื่อง ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่ท้องผูกจากการเดินทางที่รอให้หายเอง
  • ผู้ที่มีโรคไตห้ามใช้แมกนีเซียมเพื่อช่วยขับถ่ายเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการขับแมกนีเซียมออกทำได้น้อยกว่าคนทั่วไป
  • ผู้ที่มีลำไส้อุดตัน ลำไส้แปรปรวนรุนแรง หรือเพิ่งผ่าตัดช่องท้อง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใยอาหาร
  • การเพิ่มใยอาหารเร็วเกินไปโดยไม่เพิ่มน้ำทำให้ท้องอืดและท้องผูกแย่ลง — ต้องค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยพร้อมดื่มน้ำให้พอเสมอ
  • การวินิจฉัยด้วยตัวเองจากรูปในอินเทอร์เน็ตมักผิด เพราะหลายภาวะมีลักษณะคล้ายกัน การตรวจกับแพทย์คือสิ่งเดียวที่ทำให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง
  • ห้ามแบ่งหรือลดขนาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ใหญ่ให้เด็กกินเอง เพราะเด็กมีขีดจำกัดการรับวิตามินที่ละลายในไขมันและแร่ธาตุต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก และควรให้กุมารแพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลข อย. ไทย ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือซื้อจากผู้ขายที่ตรวจสอบไม่ได้ คือของที่ไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และเคยพบการปนปลอมยาแผนปัจจุบันในสินค้ากลุ่มนี้มาแล้ว
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
  • หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

อ้างอิง

  1. Rao SSC, et al. Travel-related constipation: mechanisms and management. Journal of Clinical Gastroenterology.
  2. Bharucha AE, Wald A. Chronic constipation. Mayo Clinic Proceedings.
  3. Lever E, et al. Systematic review: the effect of prunes on gastrointestinal function.
  4. American Gastroenterological Association — Clinical guideline on constipation.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →