แผลปริที่ขอบทวารหนัก เจ็บแสบตอนถ่าย มีเลือดสด ดูแลตัวเองยังไง? สาเหตุและสิ่งที่ทำได้จริง

แผลปริที่ขอบทวารหนัก (Anal fissure) คือรอยฉีกเล็ก ๆ ของเยื่อบุบริเวณปากทวารหนัก ซึ่งทำให้เจ็บแสบรุนแรงขณะถ่ายและมักมีเลือดสดติดกระดาษชำระ · คำตอบสั้น ๆ คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคืออุจจาระแข็งและการเบ่งแรง และแผลส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการทำให้อุจจาระนิ่ม การแช่ก้นในน้ำอุ่น และการตัดวงจรความเจ็บที่ทำให้หูรูดหดเกร็ง · บทความนี้เป็นแนวทางดูแลตัวเองเชิงสุขภาพ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา เพราะเลือดออกทางทวารหนักมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่ริดสีดวงไปจนถึงภาวะที่ต้องตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้แยก

เจ็บแสบเหมือนมีดบาด
เป็นลักษณะที่ช่วยแยก
จากริดสีดวงได้ค่อนข้างชัด
หูรูดหดเกร็งคือตัวขัดขวาง
ทำให้เลือดไปเลี้ยงแผลน้อยลง
แผลจึงหายช้า
ต้นเหตุมักอยู่ที่อุจจาระแข็ง
การแก้ที่ต้นเหตุ
สำคัญกว่าการทายาอย่างเดียว

กลไกที่อธิบายว่าทำไมแผลเล็ก ๆ ถึงหายยาก อยู่ที่วงจรความเจ็บ · เมื่ออุจจาระแข็งผ่านออกมาและทำให้เยื่อบุฉีก ความเจ็บจะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักหดเกร็ง · การหดเกร็งนี้ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณแผลน้อยลง แผลจึงหายช้ากว่าที่ควร · ขณะเดียวกันความเจ็บทำให้คนกลั้นอุจจาระ ซึ่งทำให้อุจจาระยิ่งแข็งขึ้นและฉีกซ้ำในครั้งต่อไป · นี่คือเหตุผลที่การดูแลต้องทำพร้อมกันสองทาง — ทำให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่าย เพื่อไม่ให้แผลถูกฉีกซ้ำ และคลายหูรูดที่หดเกร็ง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงแผลได้ · สาเหตุที่พบบ่อยอื่น ๆ ได้แก่ ท้องเสียรุนแรงต่อเนื่อง การคลอดบุตร และการนั่งเบ่งนานบนโถส้วม · สิ่งที่ต้องย้ำคือเลือดออกทางทวารหนักไม่ควรถูกเหมาว่าเป็นแผลปริหรือริดสีดวงเสมอไป — โดยเฉพาะในผู้ที่อายุเกิน 45 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือผู้ที่มีลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไปชัดเจน ซึ่งทั้งหมดต้องให้แพทย์ประเมิน

1 ลักษณะอาการและสิ่งที่ช่วยแยกจากริดสีดวง

  • เจ็บแสบรุนแรงขณะถ่าย — หลายคนบรรยายว่าเหมือนมีดบาดหรือถ่ายเป็นเศษแก้ว
  • เจ็บต่อเนื่องหลังถ่ายเสร็จ — อาจนานเป็นนาทีถึงหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นลักษณะที่ต่างจากริดสีดวงอย่างชัดเจน
  • เลือดสดปริมาณน้อย — มักติดกระดาษชำระหรือเคลือบผิวอุจจาระ ไม่ใช่เลือดปนในเนื้ออุจจาระ
  • ริดสีดวงมักมีก้อนยื่นหรือคันเป็นอาการเด่น — และมักไม่เจ็บรุนแรงเท่า ยกเว้นกรณีมีลิ่มเลือด
  • อาจคลำได้ติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่ขอบทวาร — ในแผลที่เป็นเรื้อรัง
  • หลายคนเริ่มกลัวการเข้าห้องน้ำ — ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้อาการแย่ลงเป็นวงจร
  • สิ่งที่ควรจำ — การแยกด้วยตัวเองมีข้อจำกัด · ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีสัญญาณเตือน ควรให้แพทย์ตรวจ

2 ทำให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่าย — ส่วนที่สำคัญที่สุด

  • เพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป — เป้าหมายราว 25-30 กรัมต่อวัน จากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว · การเพิ่มเร็วเกินไปทำให้ท้องอืด
  • ดื่มน้ำให้พอ — ใยอาหารที่ไม่มีน้ำพอจะทำให้อุจจาระแข็งขึ้นแทนที่จะนิ่มลง
  • ใยอาหารละลายน้ำอย่างไซเลียม — เป็นรูปแบบที่มีหลักฐานสนับสนุนในบริบทของการทำให้อุจจาระนิ่มและลดการเบ่ง · ต้องผสมน้ำตามฉลากและดื่มทันที
  • อย่ากลั้นเมื่อรู้สึกปวดถ่าย — การกลั้นทำให้ลำไส้ดูดน้ำกลับจนอุจจาระแข็งขึ้น
  • ไม่นั่งเบ่งนานบนโถส้วม — จำกัดเวลาไว้ราว 5 นาที และไม่เอาโทรศัพท์เข้าห้องน้ำ
  • วางเก้าอี้เตี้ยรองเท้าให้เข่าสูงกว่าสะโพก — ทำให้มุมของลำไส้ตรงขึ้นและลดการเบ่ง
  • ยาระบายชนิดเพิ่มน้ำในอุจจาระ — เป็นทางเลือกที่ควรปรึกษาเภสัชกร · ห้ามใช้ยาระบายชนิดกระตุ้นลำไส้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเอง

3 คลายหูรูดและลดความเจ็บ

  • แช่ก้นในน้ำอุ่น (sitz bath) ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง — โดยเฉพาะหลังถ่าย · เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและมีหลักฐานสนับสนุนในการคลายหูรูดที่หดเกร็ง
  • ใช้น้ำอุ่นพอสบาย ไม่ใช่น้ำร้อนจัด — และไม่จำเป็นต้องใส่เกลือหรือสมุนไพรใด ๆ
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำแทนการเช็ดแรง ๆ — แล้วซับให้แห้งเบา ๆ
  • เลี่ยงกระดาษชำระที่มีน้ำหอมและทิชชูเปียกที่มีแอลกอฮอล์ — เพราะทำให้ระคายมากขึ้น
  • ยาทาเฉพาะที่ที่แพทย์สั่ง — มีกลุ่มที่ช่วยคลายหูรูดโดยเฉพาะ ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งและติดตามผลข้างเคียง
  • ห้ามซื้อยาเหน็บหรือครีมที่มีสเตียรอยด์มาใช้เองต่อเนื่องยาวนาน — เพราะทำให้ผิวบางลงและแผลหายยากกว่าเดิม
  • สิ่งที่ควรจำ — ถ้าดูแลเต็มที่แล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 6-8 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ เพราะมีทางเลือกการรักษาที่ได้ผลสำหรับแผลเรื้อรัง

4 โภชนาการและการดูแลโดยรวม

  • ใยอาหารและน้ำคือหัวใจ — และควรเพิ่มไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพิ่มใยอาหารอย่างเดียว
  • โพรไบโอติกและพรีไบโอติก — เกี่ยวข้องกับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และความสม่ำเสมอของการขับถ่าย · ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือป่วยหนักควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • เดินหรือขยับร่างกายทุกวัน — ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าที่หลายคนคิด
  • ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา — โดยเฉพาะหลังมื้อเช้าซึ่งลำไส้ทำงานมากที่สุด
  • ลดอาหารรสจัดมากในช่วงที่มีแผล — ถ้าพบว่าทำให้แสบมากขึ้น แม้จะไม่ใช่สาเหตุของแผล
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด — เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อย ควรปรึกษาแพทย์เรื่องยาและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้
  • สิ่งที่ควรจำ — ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยาและไม่ได้รักษาแผลปริ · สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการทำให้การขับถ่ายง่ายขึ้นและการดูแลตามคำแนะนำของแพทย์
BLB F เป็นผงชงที่ให้ใยอาหารรวม 7,023.9 มก. ต่อซอง จากฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ 3,023.9 มก. ไซเลียมฮัสค์ 2,500 มก. บุก 1,600 มก. ใยอาหารจากชิโครี 1,500 มก. กัวร์กัม 1,500 มก. และไซโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ 500 มก. ร่วมกับ Bacillus Coagulans 67 มก. สารเมแทบอไลต์จากการหมัก 300 มก. แอล-กลูตามีน 450 มก. กีวีทอง อัมลา และแอปเปิลไซเดอร์เวเนการ์ อย่างละ 500 มก. · ครบทั้งพรีไบโอติก โพรไบโอติก และโพสต์ไบโอติก · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0051 และผ่านการรับรองฮาลาล

5 เมื่อไรควรพบแพทย์

  • เลือดออกปริมาณมาก หรือเลือดออกต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ — ต้องพบแพทย์
  • อุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย — บ่งถึงเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนบน ต้องไปโรงพยาบาล
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีดเพลีย หรือลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไปชัดเจน — ต้องตรวจ ห้ามเหมาว่าเป็นริดสีดวง
  • อายุเกิน 45 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ — ควรได้รับการประเมินเรื่องการตรวจคัดกรอง
  • มีก้อน หนอง หรือไข้ที่บริเวณทวารหนัก — อาจเป็นฝีคัณฑสูตรซึ่งต้องรักษาโดยแพทย์
  • อาการไม่ดีขึ้นใน 6-8 สัปดาห์แม้ดูแลเต็มที่ — ควรพบแพทย์เพราะมีทางเลือกการรักษาสำหรับแผลเรื้อรัง
  • แผลปริที่อยู่ตำแหน่งผิดปกติหรือเป็นหลายจุด — แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเพื่อแยกโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังและภาวะอื่น

6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แผลปริที่ขอบทวารต่างจากริดสีดวงอย่างไร

ลักษณะที่ช่วยแยกได้ชัดที่สุดคือความเจ็บ · แผลปริทำให้เจ็บแสบรุนแรงขณะถ่ายเหมือนมีดบาด และเจ็บต่อเนื่องหลังถ่ายเสร็จได้นานเป็นนาทีถึงหลายชั่วโมง ส่วนริดสีดวงมักมีก้อนยื่นหรือคันเป็นอาการเด่นและมักไม่เจ็บรุนแรงเท่า · แต่การแยกด้วยตัวเองมีข้อจำกัด ควรให้แพทย์ตรวจถ้าอาการไม่ดีขึ้น

แผลปริใช้เวลานานแค่ไหนถึงหาย

แผลเฉียบพลันที่ดูแลถูกวิธีมักดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ · หัวใจคือทำให้อุจจาระนิ่มเพื่อไม่ให้แผลถูกฉีกซ้ำ ร่วมกับการแช่ก้นในน้ำอุ่นเพื่อคลายหูรูดที่หดเกร็ง · ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นใน 6-8 สัปดาห์แม้ดูแลเต็มที่ ควรพบแพทย์ เพราะแผลเรื้อรังมีทางเลือกการรักษาที่ได้ผล

แช่ก้นในน้ำอุ่นทำอย่างไรให้ถูกวิธี

ใช้น้ำอุ่นพอสบายไม่ใช่น้ำร้อนจัด แช่บริเวณก้นครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย · ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือ ด่างทับทิม หรือสมุนไพรใด ๆ · หลังแช่ให้ซับให้แห้งเบา ๆ ไม่ถูแรง และหลีกเลี่ยงทิชชูเปียกที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำหอม

มีเลือดสดตอนถ่าย ต้องไปหาหมอเลยไหม

เลือดสดปริมาณน้อยที่ติดกระดาษชำระร่วมกับอาการเจ็บแสบตอนถ่าย มักเข้าได้กับแผลปริ · แต่ต้องพบแพทย์ถ้าเลือดออกมาก ออกต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ อุจจาระสีดำ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีดเพลีย หรือลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไป · และผู้ที่อายุเกิน 45 ปีหรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการประเมินเรื่องการตรวจคัดกรอง

ซื้อยาเหน็บหรือครีมมาใช้เองได้ไหม

ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน · โดยเฉพาะยาที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งห้ามใช้ต่อเนื่องยาวนานเองเพราะทำให้ผิวบางลงและแผลหายยากกว่าเดิม · ส่วนยาทาที่ช่วยคลายหูรูดโดยเฉพาะเป็นยาที่ต้องให้แพทย์สั่งและติดตามผลข้างเคียง เช่น อาการปวดหัว

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • บทความนี้เป็นแนวทางดูแลตัวเองเชิงสุขภาพ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา — เลือดออกทางทวารหนักมีได้หลายสาเหตุที่ต้องให้แพทย์แยก
  • ห้ามซื้อยาเหน็บหรือครีมที่มีสเตียรอยด์มาใช้บริเวณทวารหนักเองต่อเนื่องยาวนาน เพราะทำให้ผิวบางลงและแผลหายยากกว่าเดิม · ยาในกลุ่มนี้ต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้กำหนดระยะเวลาใช้
  • ห้ามใช้ยาระบายชนิดกระตุ้นลำไส้ต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยตัวเอง ควรปรึกษาเภสัชกร
  • ผู้ที่อายุเกิน 45 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไป ควรได้รับการประเมินเรื่องการตรวจคัดกรอง
  • ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ อุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีดเพลีย ลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไปชัดเจน หรือมีก้อน หนอง หรือไข้ที่บริเวณทวารหนัก ต้องพบแพทย์ ห้ามเหมาเองว่าเป็นแผลปริหรือริดสีดวง โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 45 ปี
  • ผื่นลมพิษขึ้นเร็วทั้งตัว ปากหรือตาบวม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เสียงแหบ หรือหน้ามืด หลังกินอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นภาวะแพ้รุนแรง ต้องโทร 1669 ทันที ไม่ใช่อาการที่รอดูหรือกินยาแก้แพ้เองแล้วนอนรอได้
  • การเพิ่มใยอาหารเร็วเกินไปโดยไม่เพิ่มน้ำทำให้ท้องอืดและท้องผูกแย่ลง — ต้องค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยพร้อมดื่มน้ำให้พอเสมอ
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดแน่นมาก อาเจียน ไม่ผายลมและไม่ถ่ายเลย หลังเพิ่มใยอาหารปริมาณมากโดยดื่มน้ำไม่พอ หรือในผู้ที่มีประวัติผ่าตัดช่องท้องหรือลำไส้ตีบ คือกลุ่มอาการลำไส้อุดตัน ต้องไปโรงพยาบาลทันที · และห้ามกลืนผงใยอาหารแห้ง ๆ โดยไม่ผสมน้ำ เพราะเคยมีรายงานติดคอและหลอดอาหาร
  • มากกว่าไม่เท่ากับดีกว่า — วิตามินและแร่ธาตุหลายตัวมีระดับสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level) การกินซ้อนกันหลายยี่ห้อโดยไม่รวมปริมาณคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการได้รับเกิน
  • ต้องบวกปริมาณสารตัวเดียวกันจากทุกผลิตภัณฑ์ที่กินอยู่ รวมทั้งวิตามินรวม นมผง และเครื่องดื่มเสริมสารอาหาร เพราะคนส่วนใหญ่ที่ได้รับเกินไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดจากการกินซ้อนโดยไม่รู้ตัว
  • ห้ามคำนวณขนาดวิตามินหรือแร่ธาตุขนาดสูงให้ตัวเองจากบทความหรือคลิปในอินเทอร์เน็ต ขนาดที่เหมาะสมต้องมาจากผลตรวจและการประเมินของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ห้ามแบ่งหรือลดขนาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ใหญ่ให้เด็กกินเอง เพราะเด็กมีขีดจำกัดการรับวิตามินที่ละลายในไขมันและแร่ธาตุต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก และควรให้กุมารแพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลข อย. ไทย ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือซื้อจากผู้ขายที่ตรวจสอบไม่ได้ คือของที่ไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และเคยพบการปนปลอมยาแผนปัจจุบันในสินค้ากลุ่มนี้มาแล้ว
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
  • หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

อ้างอิง

  1. NIDDK (National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) — Anal Fissures: Symptoms and Causes.
  2. American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS) — Clinical Practice Guideline for the Management of Anal Fissures.
  3. Jahnny B, Ashurst JV. Anal Fissures (StatPearls).
  4. Nelson RL, et al. Non-surgical therapy for anal fissure (Cochrane Review).
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →