โทษของเควอซิติน (Quercetin) มีอะไรบ้าง? ผลข้างเคียง ขนาดที่เกิน ยาที่ต้องระวัง และใครไม่ควรกิน

เควอซิติน (Quercetin) คือสารฟลาโวนอยด์ที่พบมากในหัวหอมแดง แอปเปิลทั้งเปลือก เคเปอร์ ชา และผักใบเขียว คนทั่วไปได้จากอาหารวันละหลักสิบมิลลิกรัม · คำตอบสั้น ๆ ของคำถาม “โทษของเควอซิตินมีอะไรบ้าง” คือ ในขนาดที่งานวิจัยในคนใช้ (ส่วนใหญ่ 500-1,000 มก. ต่อวัน นานไม่เกิน 12 สัปดาห์) คนส่วนใหญ่ทนได้ อาการที่รายงานคือปวดหัว ท้องไม่สบาย และรู้สึกเหน็บชาปลายมือปลายเท้า · เรื่องที่สำคัญกว่าคือ ข้อกังวลต่อไตในผู้ที่มีโรคไต (มีรายงานพิษต่อไตจากการให้ทางหลอดเลือดขนาดสูง) และการยับยั้งเอนไซม์ตับกลุ่ม CYP กับตัวขนส่งยา P-gp ที่อาจทำให้ระดับยาบางชนิดในเลือดเปลี่ยน · บทความนี้สรุปให้ว่าขนาดเท่าไรที่เริ่มน่าห่วง ยากลุ่มไหนต้องระวัง และใครไม่ควรเริ่มเอง

อาหารให้วันละหลักสิบมก.
อาหารเสริมมักให้
หลักร้อยถึงพันมก.
ถึง ~1 กรัม/วัน นาน 12 สัปดาห์
เป็นช่วงที่การศึกษาในคน
รายงานว่าส่วนใหญ่ทนได้
ผู้ป่วยโรคไตต้องถามแพทย์
มีรายงานพิษต่อไต
จากการให้ทางหลอดเลือดขนาดสูง

เรื่องแรกที่ต้องตั้งกรอบคือเควอซิตินไม่ใช่ยาแก้แพ้และไม่ใช่ยาต้านไวรัส — งานวิจัยจำนวนมากเป็นการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ ส่วนงานในคนยังมีขนาดเล็กและผลไม่สม่ำเสมอ · เรื่องที่สองคือเควอซิตินจากอาหารกับจากอาหารเสริมไม่ใช่สิ่งเดียวกันในแง่ความปลอดภัย — การกินหัวหอมหรือแอปเปิลไม่ใช่ปัญหา แต่แคปซูลที่ให้ 500 มก. ขึ้นไปทำให้ได้รับมากกว่าอาหารปกติหลายสิบเท่า · การทบทวนความปลอดภัยของเควอซิตินในฐานะอาหารเสริม (Andres และคณะ, Molecular Nutrition & Food Research 2018) สรุปว่าขนาดถึงประมาณ 1 กรัมต่อวันนานไม่เกิน 12 สัปดาห์ในคนสุขภาพดีไม่พบอันตรายชัดเจน แต่ยังมีคำถามเรื่องการใช้ระยะยาว ผู้ที่มีโรคไต และปฏิกิริยากับยา · เรื่องที่สามคือความเสี่ยงที่คนประเมินต่ำที่สุดคือเรื่องยา ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

1 สรุปโทษและผลข้างเคียงที่มีรายงานไว้จริง

  • ปวดหัว — เป็นอาการที่มีรายงานในการศึกษาชนิดกิน มักไม่รุนแรง
  • ท้องไม่สบาย คลื่นไส้ — พบได้ โดยเฉพาะเมื่อกินตอนท้องว่าง
  • เหน็บชาปลายมือปลายเท้า — มีรายงานในบางการศึกษาเมื่อใช้ขนาดสูง
  • ผลต่อไต — การให้เควอซิตินทางหลอดเลือดดำขนาดสูงในงานวิจัยผู้ป่วยมะเร็งมีรายงานพิษต่อไต ซึ่งเป็นบริบทที่ต่างจากการกินมาก แต่ทำให้ผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้วต้องระวังเป็นพิเศษ
  • อาการแพ้ — ผื่นหรือคันพบได้น้อย แต่ต้องหยุดทันทีถ้ามีหน้าบวมหรือหายใจลำบาก
  • สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลพอ — การกินขนาดสูงต่อเนื่องเกิน 12 สัปดาห์ และการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก

2 ตารางสรุป: ผลข้างเคียง · ใครเสี่ยง · ควรทำอย่างไร

ผลข้างเคียง/ความเสี่ยง ใครเสี่ยงมากกว่า ควรทำอย่างไร
ปวดหัว ท้องไม่สบาย ผู้ที่กินขนาดสูงหรือกินตอนท้องว่าง กินพร้อมอาหาร แบ่งมื้อ หรือลดขนาด
เหน็บชาปลายมือปลายเท้า ผู้ที่กินขนาดสูง ลดขนาด ถ้าไม่ดีขึ้นให้หยุดและพบแพทย์
ภาระต่อไต ผู้ที่มีโรคไตหรือค่าไตผิดปกติ ไม่เริ่มเอง ต้องให้แพทย์ตัดสิน
ระดับยาเปลี่ยน ผู้ที่ใช้ยาที่เปลี่ยนสภาพผ่าน CYP3A4 CYP2C9 หรือขนส่งผ่าน P-gp ให้เภสัชกรตรวจรายการยาก่อน
เลือดออกง่าย (ข้อกังวลทางทฤษฎี) ผู้ที่ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านเกล็ดเลือด ไม่เริ่มเอง แจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัดหรือทำฟัน
ข้อมูลไม่พอ หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ไม่ควรใช้เอง

สำหรับคนสุขภาพดีที่ไม่กินยาประจำ เควอซิตินในขนาดปานกลางถือว่าทนได้ดี · ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นชัดเมื่อมีโรคไตหรือมียาประจำหลายตัว

3 ยาที่ต้องระวังเมื่อกินเควอซิติน

เควอซิตินมีรายงานว่ายับยั้งเอนไซม์ตับบางตัว เช่น CYP3A4 CYP2C8 และ CYP2C9 รวมทั้งตัวขนส่งยา P-glycoprotein (P-gp) ซึ่งหลักฐานส่วนใหญ่มาจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ แต่เพียงพอที่จะต้องระวังในยาที่ช่วงระดับปลอดภัยแคบ

  • ไซโคลสปอรินและยากดภูมิคุ้มกัน — ระดับยาที่แกว่งมีผลร้ายแรงในผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ห้ามเริ่มเอง
  • วาร์ฟาริน — ใช้ CYP2C9 และเป็นยาที่ระดับเปลี่ยนนิดเดียวก็มีผล ต้องให้แพทย์ตัดสิน
  • ดิจอกซิน — ขนส่งผ่าน P-gp มีรายงานในสัตว์ว่าเควอซิตินเพิ่มระดับดิจอกซินได้มาก
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน — มีข้อมูลในหลอดทดลองว่าเควอซิตินอาจแย่งจับตำแหน่งเดียวกันในเชื้อแบคทีเรีย ถ้าได้รับยากลุ่มนี้ให้ถามเภสัชกรว่าควรหยุดชั่วคราวหรือไม่
  • ยาที่ใช้ระหว่างรักษามะเร็ง — ต้องให้แพทย์เจ้าของไข้ตัดสิน
  • วิธีที่ปลอดภัยที่สุด — ถ่ายรูปฉลากยาและอาหารเสริมทุกตัวให้เภสัชกรดูก่อนเริ่ม

4 กินเท่าไรถึงเรียกว่ามากเกินไป

  • จากอาหาร — คนทั่วไปได้วันละหลักสิบมิลลิกรัม ไม่มีข้อกังวล
  • ขนาดในงานวิจัยชนิดกิน — ส่วนใหญ่ 500-1,000 มก. ต่อวัน นานไม่เกิน 12 สัปดาห์ เป็นช่วงที่มีข้อมูลความปลอดภัยในคนสุขภาพดีมากที่สุด
  • เกินกว่านั้นหรือนานกว่านั้น — ข้อมูลยังน้อย ไม่ควรเพิ่มขนาดเอง
  • ผลิตภัณฑ์ผสม — สูตรที่รวมซิงค์ วิตามินซี และเควอซิตินมักใส่เควอซิตินในขนาดหลักสิบมิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าขนาดสูงในงานวิจัยมาก ต้องอ่านฉลากและรวมตัวเลขถ้ากินหลายตัว
  • รูปแบบดูดซึมสูง — บางผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีเพิ่มการดูดซึม ทำให้ตัวเลขมิลลิกรัมเดียวกันให้ระดับในเลือดต่างกัน จึงยิ่งไม่ควรเพิ่มขนาดเกินฉลาก

5 ใครไม่ควรกิน และใครต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

  • ผู้ที่มีโรคไตหรือค่าไตผิดปกติ — ไม่ควรเริ่มเอง
  • หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก — ข้อมูลความปลอดภัยของขนาดอาหารเสริมไม่พอ
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน — ห้ามเริ่มเอง
  • ผู้ที่ใช้วาร์ฟาริน ดิจอกซิน หรือยาที่ต้องเจาะเลือดวัดระดับยา — ให้แพทย์ตัดสิน
  • ผู้ที่อยู่ระหว่างรักษามะเร็ง — โดยเฉพาะมะเร็งที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน เพราะเควอซิตินมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนอย่างอ่อนในหลอดทดลอง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรคและกินยาหลายชนิด — ปรึกษาเภสัชกรก่อน

6 กินอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด

  • กินพร้อมอาหาร — ลดอาการไม่สบายท้อง และการมีไขมันในมื้อช่วยการดูดซึม
  • ใช้ขนาดตามฉลาก — อย่าเพิ่มเองเพราะอยากให้อาการแพ้ดีขึ้นเร็ว
  • ไม่ซ้อนหลายผลิตภัณฑ์ — ถ้ากินสูตรผสมที่มีเควอซิตินอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อเควอซิตินเดี่ยวเพิ่ม
  • กำหนดระยะเวลาทบทวน — ใช้ 8-12 สัปดาห์แล้วประเมิน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องกินต่อ
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้ง — เมื่อจะได้ยาใหม่ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะหรือยาที่ต้องวัดระดับในเลือด

7 ถ้าเป้าหมายคือภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน — สิ่งที่มีหลักฐานแน่นกว่า

  • ภูมิแพ้จมูก — การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และยาที่แพทย์สั่ง เช่น ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์หรือยาต้านฮิสตามีน มีหลักฐานชัดกว่าสารฟลาโวนอยด์ทุกตัว
  • ภูมิคุ้มกันโดยรวม — การนอนให้พอ การจัดการความเครียด การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ เป็นพื้นฐานที่อาหารเสริมแทนไม่ได้
  • อาหาร — หัวหอม แอปเปิลทั้งเปลือก ชา และผักหลากสี ให้เควอซิตินพร้อมใยอาหารและสารอื่นโดยไม่มีข้อกังวลเรื่องขนาด
  • ถ้าจะใช้อาหารเสริม — เลือกสูตรที่ระบุปริมาณชัดเจน มีเลข อย. และใช้เป็นตัวเสริมจากพื้นฐานข้างต้น
Lipo Zn ให้ซิงค์รูปแบบลิโพโซม Liposovit®-Zn 187.5 มก. ร่วมกับวิตามินซี 115 มก. แอล-ซิสเทอีน 100 มก. เควอซิทิน 75.5 มก. และซีลีเนียม 1 มก. · ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายเก็บสะสมไม่ได้มาก จึงต้องได้รับสม่ำเสมอจากอาหารหรืออาหารเสริม · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0059 และผ่านการรับรองฮาลาล

8 เมื่อไรต้องพบแพทย์

  • ไปโรงพยาบาลทันที — ผื่นลมพิษทั่วตัว หน้าหรือลิ้นบวม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • พบแพทย์ — ปัสสาวะออกน้อยลง บวมที่ขาหรือรอบตา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเรื่องไต
  • พบแพทย์ — เลือดออกผิดปกติ ช้ำง่าย หรือถ่ายดำ ในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • พบแพทย์ — เหน็บชาหรืออ่อนแรงที่ไม่หายหลังหยุด
  • อย่าใช้เควอซิตินแทนการรักษา — หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย หรือแพ้รุนแรงต้องได้รับยาจากแพทย์

9 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โทษของเควอซิตินมีอะไรบ้าง?

อาการที่มีรายงานคือปวดหัว ท้องไม่สบาย คลื่นไส้ และเหน็บชาปลายมือปลายเท้าเมื่อใช้ขนาดสูง · ความเสี่ยงที่สำคัญกว่าคือข้อกังวลต่อไตในผู้ที่มีโรคไต และการยับยั้งเอนไซม์ตับกลุ่ม CYP กับตัวขนส่ง P-gp ที่อาจทำให้ระดับยาบางชนิดในเลือดเปลี่ยน

เควอซิตินกินทุกวันได้ไหม?

การศึกษาในคนใช้ขนาดถึงประมาณ 1 กรัมต่อวันนานไม่เกิน 12 สัปดาห์โดยส่วนใหญ่ทนได้ · แต่ข้อมูลการกินต่อเนื่องนานกว่านั้นยังน้อย จึงควรใช้ขนาดตามฉลาก ทบทวนทุก 2-3 เดือน และปรึกษาแพทย์ถ้ามีโรคไตหรือกินยาประจำ

เควอซิตินกินกับยาอะไรไม่ได้?

ต้องไม่เริ่มเองถ้าใช้ไซโคลสปอรินหรือยากดภูมิคุ้มกัน วาร์ฟาริน หรือดิจอกซิน · และควรถามเภสัชกรถ้าได้รับยาปฏิชีวนะกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนหรืออยู่ระหว่างรักษามะเร็ง เพราะเควอซิตินมีรายงานว่ามีผลต่อเอนไซม์ CYP3A4 CYP2C9 และตัวขนส่ง P-gp

เควอซิตินคืออะไร พบในอาหารอะไร?

เป็นสารฟลาโวนอยด์ที่พบมากในหัวหอมแดง แอปเปิลทั้งเปลือก เคเปอร์ ชา บร็อกโคลี และผลไม้ตระกูลเบอร์รี คนทั่วไปได้จากอาหารวันละหลักสิบมิลลิกรัม · ในอาหารเสริมมักใช้ขนาดสูงกว่านั้นมาก

ใครไม่ควรกินเควอซิติน?

ผู้ที่มีโรคไต หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ไม่ควรใช้เอง · ผู้ที่ใช้วาร์ฟาริน ดิจอกซิน หรืออยู่ระหว่างรักษามะเร็ง ต้องให้แพทย์เป็นผู้ตัดสิน

เควอซิตินช่วยเรื่องภูมิแพ้ได้จริงไหม?

เควอซิตินไม่ใช่ยาแก้แพ้ · งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ ส่วนงานในคนยังเล็กและผลไม่สม่ำเสมอ · ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งต่อไป และใช้อาหารเสริมเป็นเพียงตัวเสริมจากการดูแลพื้นฐาน

เควอซิตินกินคู่ซิงค์และวิตามินซีได้ไหม?

โดยทั่วไปใช้ร่วมกันได้และมักพบในสูตรเดียวกัน · สิ่งที่ต้องดูคือปริมาณรวมของแต่ละตัวเมื่อกินหลายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะซิงค์ที่ไม่ควรเกินขนาดที่ฉลากแนะนำ และกินพร้อมอาหารเพื่อลดอาการไม่สบายท้อง

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • เควอซิตินไม่ใช่ยาแก้แพ้ ไม่ใช่ยาต้านไวรัส และไม่ได้ป้องกันหรือรักษาโรคภูมิแพ้หรือไข้หวัด ผู้ที่มีอาการแพ้ต้องใช้ยาตามที่แพทย์สั่งต่อไป
  • ปัสสาวะออกน้อยลง บวมที่ขาหรือรอบตา ผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก หรือเลือดออกผิดปกติในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่มีโรคไต ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่ใช้วาร์ฟาริน ไซโคลสปอริน หรือดิจอกซิน ต้องไม่เริ่มเควอซิตินเอง · และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเมื่อจะได้รับยาใหม่ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. Andres S et al. — Safety aspects of the use of quercetin as a dietary supplement, Molecular Nutrition & Food Research 2018
  2. Harwood M et al. — A critical review of the data related to the safety of quercetin and lack of evidence of in vivo toxicity, Food and Chemical Toxicology 2007
  3. Memorial Sloan Kettering Cancer Center — About Herbs: Quercetin
  4. National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) — Using Dietary Supplements Wisely
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →