เห็ดชิตาเกะ (Shiitake หรือ Lentinula edodes) คือเห็ดหอมที่ใช้ในอาหารเอเชียมานานหลายร้อยปี และถูกนำมาทำเป็นสารสกัดในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะมีเบต้ากลูแคนชื่อเลนติแนน (Lentinan) · คำตอบสั้น ๆ ของคำถาม “โทษของเห็ดชิตาเกะมีอะไรบ้าง” คือ เห็ดที่ปรุงสุกทั่วถึงปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ โทษที่มีรายงานชัดเจนที่สุดคือผื่นผิวหนังอักเสบจากเห็ดชิตาเกะ (Shiitake dermatitis) ซึ่งเป็นผื่นแดงคันเป็นเส้นคล้ายรอยแส้ตามลำตัว มักเกิด 1-2 วันหลังกินเห็ดดิบหรือสุกไม่ทั่ว และหายเองได้ในราว 1-3 สัปดาห์ · นอกจากนั้นคืออาการแพ้ ท้องอืดไม่สบายท้องเมื่อกินมาก และอาการทางระบบหายใจหรือผิวหนังในคนที่ทำงานเพาะเห็ด · ส่วนสารสกัดเข้มข้นควรระวังในผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันและผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งเป็นข้อควรระวังเชิงทฤษฎี · ข้อมูลความปลอดภัยของสารสกัดเห็ดชิตาเกะแบบกินในระยะยาวยังมีจำกัด · บทความนี้สรุปว่าอาการไหนเกิดจากอะไร ใครควรระวัง และกินอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด
หายเองได้ใน 1-3 สัปดาห์
เกิดผื่นจากเลนติแนนได้มาก
ในผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ
เรื่องแรกคือเห็ดชิตาเกะเป็นอาหารก่อนจะเป็นอาหารเสริม — คนเอเชียกินเห็ดหอมสดและแห้งเป็นประจำโดยไม่มีปัญหา ความเสี่ยงจึงขึ้นกับว่ากินแบบไหน สุกหรือดิบ มากหรือน้อย และเป็นเห็ดทั้งดอกหรือสารสกัดเข้มข้น · เรื่องที่สองคือผื่นเส้นแส้เป็นเรื่องจริงที่มีรายงานทางการแพทย์ทั่วโลก — แต่เกิดกับคนส่วนน้อย ไม่ใช่ทุกคนที่กินเห็ดไม่สุกจะเป็น และไม่ใช่การแพ้อาหารแบบเฉียบพลันที่ทำให้หายใจไม่ออก · เรื่องที่สามคือการแพ้เห็ดแบบจริง ๆ มีอยู่ — ทั้งจากการกินและจากการสูดสปอร์ ซึ่งต้องแยกจากผื่นเส้นแส้เพราะการดูแลต่างกัน · เรื่องที่สี่คือสารสกัดกับยา — ข้อมูลในคนเรื่องปฏิกิริยาระหว่างสารสกัดเห็ดชิตาเกะกับยามีน้อยมาก ข้อควรระวังส่วนใหญ่มาจากกลไก จึงควรรู้ไว้แต่ไม่ต้องตื่นกลัว
1 สรุปโทษและผลข้างเคียงของเห็ดชิตาเกะที่มีรายงานไว้จริง
- ผื่นผิวหนังอักเสบจากเห็ดชิตาเกะ — ผื่นแดงนูนคันมากเรียงเป็นเส้นยาวคล้ายรอยเกาหรือรอยแส้ พบที่ลำตัว หลัง แขนขา เกิดหลังกินเห็ดดิบหรือสุกไม่ทั่ว
- ท้องอืด มีแก๊ส ไม่สบายท้อง ถ่ายเหลว — เห็ดมีใยอาหารและน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่ย่อยยาก คนที่ลำไส้ไวหรือกินปริมาณมากมักมีอาการ
- อาการแพ้อาหาร — ผื่นลมพิษ คันปาก ริมฝีปากบวม พบน้อยแต่มีรายงาน รายที่รุนแรงมีอาการหายใจลำบากได้
- ผื่นสัมผัสและอาการทางระบบหายใจในผู้เพาะเห็ด — คนที่ทำงานในโรงเพาะเห็ดชิตาเกะมีรายงานผื่นที่มือและแขน รวมถึงอาการไอ หอบ จากการสูดสปอร์ต่อเนื่อง
- ผิวไวต่อแสงแดด — มีรายงานประปรายว่าผื่นจากเห็ดชิตาเกะเด่นขึ้นในบริเวณที่โดนแดด
- เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูงขึ้น — มีรายงานจากการศึกษาขนาดเล็กที่ให้อาสาสมัครกินผงเห็ดชิตาเกะทุกวันต่อเนื่องหลายสัปดาห์ บางรายมีอาการทางเดินอาหารร่วมด้วยและกลับเป็นปกติเมื่อหยุด
- สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลพอ — ความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นแบบกินเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นปี การใช้ในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
2 ผื่นเส้นแส้จากเห็ดชิตาเกะ — เกิดจากอะไร เป็นนานแค่ไหน
- สาเหตุที่เชื่อกัน — เลนติแนน ซึ่งเป็นโพลีแซ็กคาไรด์ในเห็ดชิตาเกะ ถูกเชื่อว่าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังในคนบางคน สารนี้สลายตัวเมื่อโดนความร้อน จึงพบผื่นหลังกินเห็ดดิบหรือสุกไม่ทั่วเป็นหลัก กลไกที่แน่ชัดยังไม่เป็นที่ยืนยันทั้งหมด
- เวลาที่เกิด — ส่วนใหญ่ปรากฏราว 1-2 วันหลังกิน แต่มีรายงานตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน
- ลักษณะผื่น — เส้นแดงนูนยาวหลายเส้นไขว้กัน คันมาก คล้ายถูกเฆี่ยนหรือเกาแรง ๆ มักไม่มีไข้และไม่มีอาการที่เยื่อบุปากหรือตา
- ระยะเวลา — หายเองได้ภายในราว 1-3 สัปดาห์โดยไม่ทิ้งแผลเป็น แพทย์อาจให้ยาแก้คันหรือยาทาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการ
- ไม่ใช่ทุกคนที่เป็น — คนส่วนใหญ่ที่กินเห็ดชิตาเกะดิบไม่เกิดผื่น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเสี่ยง แต่คนที่เคยเป็นแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำเมื่อกินเห็ดไม่สุกอีก
- เห็ดสุกแล้วยังเป็นได้ไหม — มีรายงานจำนวนน้อยในคนที่กินเห็ดที่ผ่านความร้อนไม่ทั่วถึง เช่น ย่างเร็ว ลวกสั้น หรือเห็ดดอกหนาที่ข้างในยังไม่ร้อน จึงควรปรุงจนสุกทั้งดอก
- ต้องแยกจากอะไร — ผื่นจากยาเคมีบำบัดบางชนิดและโรคผิวหนังบางโรคให้ผื่นเป็นเส้นคล้ายกัน ถ้าไม่แน่ใจหรือผื่นไม่ดีขึ้นควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจ
3 ตารางสรุป: ผลข้างเคียง · ใครเสี่ยง · ควรทำอย่างไร
| ผลข้างเคียง/ความเสี่ยง | ใครเสี่ยงมากกว่า | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| ผื่นเส้นแส้ | ผู้ที่กินเห็ดดิบ ย่างไม่สุก หรือเคยเป็นมาก่อน | หยุดกินเห็ดชิตาเกะ ไม่เกา · พบแพทย์ถ้าคันมากหรือไม่ดีขึ้น · ครั้งต่อไปปรุงให้สุกทั้งดอก |
| ท้องอืด มีแก๊ส | ผู้ที่ลำไส้ไว หรือกินปริมาณมาก | ลดปริมาณ เคี้ยวให้ละเอียด ปรุงให้นุ่ม |
| แพ้อาหารเฉียบพลัน | ผู้ที่เคยแพ้เห็ดหรือเชื้อรา | เลี่ยงทั้งเห็ดและสารสกัด · มีอาการรุนแรงต้องไปโรงพยาบาลทันที |
| ไอ หอบ ผื่นที่มือ | ผู้ทำงานเพาะหรือคัดแยกเห็ด | สวมหน้ากากและถุงมือ ระบายอากาศ พบแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ถ้าเป็นซ้ำ |
| รบกวนผลของยากดภูมิ (ทางทฤษฎี) | ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน | กินเป็นอาหารสุกได้ตามที่แพทย์อนุญาต · ไม่เริ่มสารสกัดเข้มข้นเอง |
| กรดยูริก | ผู้ที่เป็นโรคเกาต์และกินเห็ดแห้งปริมาณมากเป็นประจำ | กินในปริมาณพอเหมาะตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ |
| ข้อมูลไม่พอ | หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก (ในรูปสารสกัด) | กินเป็นอาหารสุกได้ตามปกติ ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นเอง |
สังเกตว่าเกือบทุกแถวแก้ได้ด้วยสองข้อ คือปรุงให้สุกทั่วถึง และกินในปริมาณอาหารปกติ · ความเสี่ยงที่ต้องอาศัยแพทย์จริง ๆ คือการแพ้เฉียบพลันและการใช้ร่วมกับยากดภูมิ
4 เห็ดสด เห็ดแห้ง ผงเห็ด และสารสกัด — ต่างกันอย่างไรในแง่ความเสี่ยง
| รูปแบบ | ลักษณะ | สิ่งที่ควรระวัง |
|---|---|---|
| เห็ดสดดิบ | ใส่สลัด หรือย่างเร็ว | เสี่ยงผื่นเส้นแส้มากที่สุด · ไม่แนะนำให้กินดิบ |
| เห็ดสดปรุงสุก | ผัด ต้ม ตุ๋น นึ่ง จนสุกทั้งดอก | ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ · ระวังเฉพาะผู้ที่แพ้เห็ด |
| เห็ดแห้ง | แช่น้ำแล้วนำไปปรุง | ต้องปรุงสุกเช่นกัน การแช่น้ำอย่างเดียวไม่ถือว่าสุก · เก็บในที่แห้งกันเชื้อรา |
| ผงเห็ดทั้งดอก | บดจากเห็ดแห้ง ใส่แคปซูลหรือชงดื่ม | ถ้าไม่ผ่านความร้อนเพียงพออาจให้ผลคล้ายเห็ดดิบ · การศึกษาที่พบอีโอซิโนฟิลสูงใช้รูปผง |
| สารสกัดในสูตรรวม | สกัดด้วยน้ำร้อนหรือตัวทำละลาย ปริมาณหลักสิบมิลลิกรัม | ผ่านความร้อนในกระบวนการสกัด · ต้องดูข้อควรระวังของส่วนผสมอื่นในสูตรด้วย |
- เลนติแนนรูปยาฉีด — ในบางประเทศมีการใช้เลนติแนนบริสุทธิ์เป็นยาฉีดในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการกินเห็ดหรืออาหารเสริม ผลและความเสี่ยงของรูปฉีดนำมาใช้กับรูปกินไม่ได้
- ยังไม่มีขนาดมาตรฐานของสารสกัดแบบกิน — และไม่มีเพดานสูงสุดที่เป็นทางการ จึงไม่ควรกินเกินที่ฉลากระบุ
- ปริมาณน้อยในสูตรรวม — โอกาสเกิดผลข้างเคียงจากเห็ดชิตาเกะต่ำ แต่ก็ไม่ควรคาดหวังผลเท่ากับการทดลองที่ใช้ขนาดสูง
5 ยากดภูมิและยาอื่นที่ต้องระวัง
ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างเห็ดชิตาเกะกับยาในคนมีน้อยมาก รายการนี้ส่วนใหญ่อนุมานจากกลไก จึงเป็น “เรื่องที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร” ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาดทุกกรณี และเน้นที่รูปสารสกัดเข้มข้น ไม่ใช่เห็ดในมื้ออาหาร
- ยากดภูมิคุ้มกัน — เช่น ยาที่ใช้หลังปลูกถ่ายอวัยวะ เบต้ากลูแคนจากเห็ดถูกศึกษาเรื่องผลต่อเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งในทางทฤษฎีสวนทางกับเป้าหมายของยากลุ่มนี้ จึงไม่ควรเริ่มสารสกัดเข้มข้นเอง
- ยารักษาโรคภูมิต้านตนเองและยาชีววัตถุ — เหตุผลเดียวกัน ควรให้แพทย์เจ้าของไข้ตัดสิน
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด — มีข้อมูลจากห้องทดลองว่าสารบางตัวในเห็ดชิตาเกะอาจมีผลต่อเกล็ดเลือด ยังไม่มีรายงานปัญหาในคนที่ชัดเจน แต่ถ้าเป็นสูตรรวมที่มีโสม ขิง หรือสมุนไพรอื่นที่มีผลต่อเลือด ควรแจ้งแพทย์
- ช่วงที่กำลังรับยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง — ไม่ควรเริ่มอาหารเสริมใด ๆ โดยไม่ให้ทีมแพทย์ทราบ
- ก่อนผ่าตัด — แจ้งแพทย์ว่ากินสารสกัดอะไรอยู่ และหยุดตามที่แพทย์แนะนำ
- ยาประจำตัวทั่วไป — เห็ดในมื้ออาหารไม่มีข้อมูลว่ารบกวนยาความดัน ยาเบาหวาน หรือยาไขมัน กินได้ตามปกติ
6 ใครควรเลี่ยงหรือระวังเห็ดชิตาเกะ
- ผู้ที่เคยแพ้เห็ดหรือเคยเป็นผื่นเส้นแส้จากเห็ดชิตาเกะ — เลี่ยงเห็ดดิบโดยเด็ดขาด และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเห็ดชนิดนี้
- ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะและผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน — ไม่ใช้สารสกัดเข้มข้นเอง และต้องกินอาหารปรุงสุกสะอาดอยู่แล้ว
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตนเอง — เช่น ลูปัส ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัด
- ผู้ที่มีภาวะอีโอซิโนฟิลสูง — ควรเลี่ยงผงเห็ดชิตาเกะปริมาณมากต่อเนื่อง
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — กินเห็ดปรุงสุกเป็นอาหารได้ตามปกติ แต่รูปสารสกัดยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยพอ
- เด็ก — กินเป็นอาหารสุกได้ ไม่มีเหตุผลต้องใช้สารสกัดเอง
- ผู้ที่เป็นโรคเกาต์หรือกรดยูริกสูง — เห็ดจัดเป็นอาหารที่มีพิวรีนระดับปานกลาง กินได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่ไม่ควรกินเห็ดแห้งปริมาณมากทุกวัน
- ผู้ที่เป็นลำไส้แปรปรวน — เห็ดเป็นอาหารที่กระตุ้นอาการท้องอืดในบางคน ควรเริ่มจากปริมาณน้อย
7 กินเห็ดชิตาเกะอย่างไรให้ปลอดภัย
- ปรุงให้สุกทั้งดอก — ผัด ต้ม ตุ๋น หรือนึ่งจนเนื้อเห็ดนุ่มและร้อนถึงข้างใน เห็ดดอกหนาควรหั่นก่อนปรุง การย่างเร็ว ๆ หรือลวกไม่กี่วินาทีไม่พอ
- ไม่กินเห็ดชิตาเกะดิบ — รวมถึงในสลัด ซูชิ หรือเครื่องดื่มปั่น
- เห็ดแห้งต้องปรุงหลังแช่ — น้ำแช่เห็ดนำไปทำน้ำซุปได้ แต่ต้องต้มให้เดือด
- เริ่มจากปริมาณน้อยถ้าไม่เคยกิน — โดยเฉพาะคนที่มีประวัติแพ้อาหารหลายชนิด
- เลือกเห็ดสดที่ไม่มีเมือก ไม่มีกลิ่นเปรี้ยว — เห็ดเสียก่ออาหารเป็นพิษได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับโทษของตัวเห็ดเอง
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใช้ตามขนาดฉลาก — ไม่กินผงเห็ดและสารสกัดหลายผลิตภัณฑ์ซ้อนกัน และกินพร้อมอาหารเพื่อลดอาการไม่สบายท้อง
- ทบทวนทุก 8-12 สัปดาห์ — ถ้าใช้สารสกัดต่อเนื่อง และแจ้งแพทย์ในการตรวจสุขภาพว่ากินอะไรอยู่
8 เมื่อไรต้องหยุดและพบแพทย์
- ไปโรงพยาบาลทันที — ผื่นลมพิษทั่วตัว หน้า ปาก หรือลิ้นบวม เสียงแหบ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด หลังกินเห็ดหรือผลิตภัณฑ์จากเห็ด
- พบแพทย์ผิวหนัง — ผื่นเป็นเส้นที่คันจนนอนไม่ได้ ลามมากขึ้น หรือไม่ดีขึ้นใน 2-3 สัปดาห์
- พบแพทย์โดยเร็ว — ผื่นร่วมกับไข้ ตุ่มน้ำพอง ผิวลอก หรือเจ็บในปากและตา เพราะไม่ใช่ลักษณะของผื่นจากเห็ดชิตาเกะทั่วไป
- หยุดและพบแพทย์ — อาเจียนต่อเนื่อง ท้องเสียเกิน 3 วัน ปวดท้องรุนแรง หรือถ่ายเป็นเลือด
- ติดต่อแพทย์เจ้าของไข้ทันที — ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะที่มีไข้ ปัสสาวะออกน้อยลง หรือค่าเลือดเปลี่ยนหลังเริ่มอาหารเสริม
- พบแพทย์ — ไอ หอบ แน่นหน้าอกเป็นซ้ำทุกครั้งที่เข้าโรงเพาะเห็ด
9 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โทษของเห็ดชิตาเกะมีอะไรบ้าง?
เห็ดปรุงสุกปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ โทษที่มีรายงานคือผื่นเป็นเส้นคล้ายรอยแส้หลังกินเห็ดดิบหรือสุกไม่ทั่ว ท้องอืดไม่สบายท้องเมื่อกินมาก และอาการแพ้ในบางคน · สารสกัดเข้มข้นควรระวังในผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
เห็ดชิตาเกะกับเห็ดหอมคือชนิดเดียวกันไหม?
ใช่ ชิตาเกะ (Shiitake) เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นของเห็ดหอม ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Lentinula edodes · มีเบต้ากลูแคนชื่อเลนติแนนเป็นสารที่ถูกศึกษามาก และเป็นสารเดียวกับที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับผื่นเส้นแส้เมื่อกินเห็ดดิบ
ผื่นเส้นแส้จากเห็ดชิตาเกะเป็นนานแค่ไหน อันตรายไหม?
ผื่นมักขึ้นราว 1-2 วันหลังกินเห็ดดิบหรือสุกไม่ทั่ว คันมาก แต่ไม่อันตรายถึงชีวิตและหายเองได้ในราว 1-3 สัปดาห์ · ควรพบแพทย์ถ้าคันมาก ผื่นไม่ดีขึ้น หรือมีไข้ ตุ่มน้ำ เจ็บในปากร่วมด้วย เพราะอาจเป็นโรคอื่น
กินเห็ดชิตาเกะดิบได้ไหม?
ไม่แนะนำ · การกินเห็ดชิตาเกะดิบหรือสุกไม่ทั่วเป็นสาเหตุหลักของผื่นเส้นแส้ ควรปรุงให้สุกจนร้อนถึงข้างในทั้งดอก เห็ดแห้งที่แช่น้ำแล้วก็ต้องนำไปปรุงสุกเช่นกัน
ใครไม่ควรกินเห็ดชิตาเกะ?
ผู้ที่เคยแพ้เห็ดหรือเคยเป็นผื่นจากเห็ดชิตาเกะควรเลี่ยง · ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตนเอง ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นเอง · หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กกินเป็นอาหารสุกได้ แต่ไม่ควรใช้รูปสารสกัดโดยไม่ถามแพทย์
สารสกัดเห็ดชิตาเกะกินตอนไหนดี กินคู่กับเห็ดชนิดอื่นได้ไหม?
กินพร้อมหรือหลังอาหารเพื่อลดอาการไม่สบายท้อง มื้อไหนก็ได้ที่ทำได้สม่ำเสมอ · กินร่วมกับเห็ดชนิดอื่น เช่น หลินจือ ไมตาเกะ ยามาบูชิตาเกะ ได้ และมักอยู่ในสูตรเดียวกัน แต่ไม่ควรกินหลายผลิตภัณฑ์ซ้อนกันเกินขนาดฉลาก
กินสารสกัดเห็ดชิตาเกะกี่วันเห็นผล?
เห็ดชิตาเกะไม่ใช่ยา ไม่ได้เห็นผลในไม่กี่วัน และหลักฐานในคนของสารสกัดแบบกินยังเป็นการศึกษาขนาดเล็ก · ควรมองเป็นตัวช่วยดูแลที่ใช้ควบคู่กับการนอน อาหาร และการออกกำลังกาย แล้วทบทวนที่ 8-12 สัปดาห์
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- เห็ดชิตาเกะเป็นอาหารและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง หรือโรคภูมิแพ้ และไม่ใช้แทนการรักษาของแพทย์
- ผื่นลมพิษทั่วตัว หน้าหรือลิ้นบวม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหน้ามืดหลังกินเห็ดชิตาเกะ ต้องไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที · ผื่นเป็นเส้นที่มีไข้ ตุ่มน้ำพอง ผิวลอก เจ็บในปากหรือตา หรือผื่นไม่ดีขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ ต้องพบแพทย์ผิวหนัง · ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะที่มีไข้หรือปัสสาวะออกน้อยลงต้องติดต่อแพทย์เจ้าของไข้ทันที
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ไม่ควรกินเห็ดชิตาเกะดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง · ผู้ที่เคยเป็นผื่นจากเห็ดชิตาเกะหรือแพ้เห็ดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเห็ดชนิดนี้
- ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะและผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันไม่ควรเริ่มสารสกัดเห็ดเข้มข้นเอง ต้องให้แพทย์เจ้าของไข้ตัดสิน
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- DermNet — Shiitake flagellate dermatitis
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center — About Herbs: Shiitake Mushroom
- National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) — Using Dietary Supplements Wisely
- Nutrition Reviews — Edible mushrooms: nutritional composition and health considerations (review)
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไร 👉
