น้ำมันถั่วดาวอินคา vs น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ ต่างกันยังไง? ตัวไหนโอเมก้า 3 สูงกว่า รสชาติ ความคงตัว ใช้แทนน้ำมันปลาได้ไหม กินคู่กันได้ไหม กินตอนไหน และใครควรระวัง

น้ำมันถั่วดาวอินคา (Sacha inchi oil) กับน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed oil หรือเมล็ดลินิน) เป็นน้ำมันพืชสองชนิดที่มีโอเมก้า 3 สูงที่สุดในกลุ่มน้ำมันที่หาได้ทั่วไป · คำตอบสั้น ๆ ของคำถาม “น้ำมันถั่วดาวอินคากับน้ำมันแฟลกซ์ต่างกันยังไง” คือ ทั้งสองให้โอเมก้า 3 ชนิด ALA (กรดแอลฟาไลโนเลนิก) เหมือนกัน น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์มีสัดส่วน ALA สูงกว่าเล็กน้อย (ราวครึ่งหนึ่งของไขมันหรือมากกว่า) ส่วนน้ำมันถั่วดาวอินคามี ALA ราวเกือบครึ่ง พร้อมโอเมก้า 6 มากกว่า มีรสอ่อนกว่า และเหม็นหืนช้ากว่าเพราะมีวิตามินอีตามธรรมชาติ · ทั้งสองเป็นไขมันดีที่ใช้แทนไขมันอิ่มตัวได้ แต่ ร่างกายเปลี่ยน ALA เป็น EPA และ DHA ได้น้อยมาก จึงไม่ได้ให้ผลแบบเดียวกับน้ำมันปลา และไม่ได้รักษาโรคใด ๆ

ALA ทั้งคู่
โอเมก้า 3
ชนิดเดียวกัน
เหม็นหืนช้ากว่า
ถั่วดาวอินคา
เก็บง่ายกว่า
ไม่เท่า
ALA จากพืช
กับ EPA/DHA จากปลา

เรื่องแรกคือองค์ประกอบ — ทั้งสองมี ALA สูง แต่สัดส่วนโอเมก้า 6 และ 9 ต่างกัน · เรื่องที่สองคือหลักฐาน — งานวิจัยในคนส่วนใหญ่เป็นของเมล็ดแฟลกซ์ ส่วนถั่วดาวอินคามีงานวิจัยขนาดเล็กกว่า · เรื่องที่สามคือการใช้จริง — รสชาติ ความคงตัว และการเก็บรักษามีผลต่อว่าเราจะกินได้ต่อเนื่องหรือไม่ · เรื่องสุดท้ายคือความปลอดภัย — โดยเฉพาะผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด · อ่านรายละเอียดแยกได้ที่ ถั่วดาวอินคาคืออะไร และ เมล็ดแฟลกซ์กับโอเมก้า 3

1 ตารางเทียบ: น้ำมันถั่วดาวอินคา vs น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

หัวข้อ น้ำมันถั่วดาวอินคา น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์
มาจากไหน เมล็ดของพืช Plukenetia volubilis ป่าแอมะซอน ปลูกในไทยด้วย เมล็ดของต้นแฟลกซ์ (ลินิน) Linum usitatissimum
โอเมก้า 3 (ALA) สูง ราวเกือบครึ่งของไขมันทั้งหมด สูงกว่าเล็กน้อย ราวครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า
โอเมก้า 6 มากกว่า ราวหนึ่งในสามของไขมัน น้อยกว่า
หลักฐาน งานวิจัยในคนขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ดูความปลอดภัยและระดับไขมันในเลือด งานวิจัยมากกว่า · งานวิจัยรวมพบผลต่อไขมันในเลือดเล็กน้อย ส่วนใหญ่มาจากเมล็ดบดมากกว่าน้ำมัน
ขนาดที่งานวิจัยใช้ (เชิงช่วง) ระดับ 5–15 มล. ต่อวัน ระดับกรัมต่อวัน (น้ำมัน) หรือเมล็ดบด 1–3 ช้อนโต๊ะ
เวลาที่กิน พร้อมอาหาร พร้อมอาหาร
รสชาติและความคงตัว รสอ่อน คล้ายถั่ว · มีวิตามินอีตามธรรมชาติ เหม็นหืนช้ากว่า รสแรงกว่า · เหม็นหืนเร็ว ต้องเก็บในตู้เย็นและพ้นแสง
ข้อควรระวัง คลื่นไส้ช่วงแรก · ผู้แพ้ถั่วหรือเมล็ดพืชควรระวัง ท้องเสียเมื่อกินมาก · เมล็ดดิบห้ามกินโดยไม่ดื่มน้ำ

2 ALA จากพืช ไม่เท่ากับ EPA/DHA จากปลา

โอเมก้า 3 มีหลายชนิด ชนิดที่พบในพืชคือ ALA ส่วนชนิดที่พบในปลาทะเลและสาหร่ายคือ EPA และ DHA ร่างกายเปลี่ยน ALA เป็น EPA ได้เพียงส่วนน้อย และเปลี่ยนเป็น DHA ได้น้อยยิ่งกว่า

  • ALA ยังเป็นสารอาหารจำเป็น — ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร ผู้ใหญ่ต้องการราว 1.1–1.6 กรัมต่อวัน
  • แต่ใช้แทนน้ำมันปลาไม่ได้เต็มที่ — ถ้าต้องการ DHA โดยตรง เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่กินปลา ทางเลือกที่ตรงกว่าคือน้ำมันสาหร่าย ตามที่แพทย์แนะนำ
  • โอเมก้า 6 แข่งกับ ALA — อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูงมาก เช่น น้ำมันพืชทั่วไปที่ใช้ทอด อาจลดการเปลี่ยน ALA ลงอีก

อ่านการเทียบโอเมก้า 3 จากพืชกับปลาเพิ่มได้ที่ โอเมก้า 3 จากพืช vs จากปลา

3 น้ำมันถั่วดาวอินคา: รสอ่อน เก็บง่ายกว่า

ถั่วดาวอินคาเป็นพืชที่ปลูกได้ในไทย น้ำมันสกัดเย็นมีรสอ่อนคล้ายถั่ว คนที่ไม่ชอบรสของน้ำมันแฟลกซ์มักกินได้ง่ายกว่า

  • สัดส่วนไขมัน — มีทั้งโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ในสัดส่วนที่ค่อนข้างกระจาย
  • ความคงตัว — มีวิตามินอีตามธรรมชาติ ทำให้เหม็นหืนช้ากว่าน้ำมันแฟลกซ์ แต่ยังควรเก็บพ้นแสงและความร้อน
  • งานวิจัย — มีงานวิจัยแบบสุ่มขนาดเล็กในผู้ใหญ่ที่ดูความปลอดภัยและการยอมรับ พบผลข้างเคียงหลักคือคลื่นไส้ช่วงแรก
  • ห้ามกินเมล็ดดิบ — เมล็ดและใบถั่วดาวอินคาดิบมีสารที่ไม่ควรกิน ต้องผ่านการคั่วหรือแปรรูป

ผลข้างเคียงทั้งหมดอ่านได้ที่ โทษของถั่วดาวอินคา

4 น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์: ALA สูงสุด แต่เหม็นหืนเร็ว

เมล็ดแฟลกซ์เป็นแหล่ง ALA ที่สูงที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นพืชที่มีงานวิจัยในคนมากกว่า แต่ต้องแยกให้ออกว่างานวิจัยหลายชิ้นใช้เมล็ดบด ซึ่งมีทั้งใยอาหารและลิกแนน ส่วนน้ำมันมีเฉพาะไขมัน

  • งานวิจัยรวม — พบผลต่อระดับไขมันในเลือดเล็กน้อย โดยผลมาจากเมล็ดบดและลิกแนนมากกว่าน้ำมัน
  • เหม็นหืนเร็ว — น้ำมันแฟลกซ์ต้องเก็บในตู้เย็น ขวดทึบแสง และใช้ให้หมดตามวันที่ระบุ · ห้ามใช้ทอดหรือผัดไฟแรง
  • ทางเลือกแบบเมล็ด — ถ้ากินเมล็ด ควรบดก่อน เพราะเมล็ดเต็มมักผ่านลำไส้ออกไปโดยไม่ถูกย่อย และต้องดื่มน้ำตามเพราะมีใยอาหารพองตัว

ผลข้างเคียงทั้งหมดอ่านได้ที่ โทษของน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

5 อันไหนดีกว่า และกินคู่กันได้ไหม

สถานการณ์ ตัวที่ตรงกว่า เหตุผล
อยากได้ ALA สูงสุดต่อช้อน น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ สัดส่วน ALA สูงกว่าเล็กน้อย
ไม่ชอบรสแรง อยากกินต่อเนื่องได้ น้ำมันถั่วดาวอินคา รสอ่อน กินง่ายกว่า
บ้านร้อน ไม่สะดวกเก็บในตู้เย็น น้ำมันถั่วดาวอินคา หรือแบบแคปซูล เหม็นหืนช้ากว่า
อยากได้ใยอาหารด้วย เมล็ดแฟลกซ์บด ได้ทั้ง ALA ใยอาหาร และลิกแนน
ต้องการ DHA โดยตรง ไม่ใช่ทั้งสองตัว ควรเลือกน้ำมันปลาหรือน้ำมันสาหร่าย ตามที่แพทย์แนะนำ
  • กินคู่กันได้ — เป็นน้ำมันพืชทั้งคู่ ไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน แต่ควรนับเป็นไขมันรวมในแต่ละวัน เพราะน้ำมันทุกชนิดให้พลังงานสูง
  • กินพร้อมอาหาร — ช่วยลดอาการคลื่นไส้และเรอกลิ่นน้ำมัน
  • ใช้แทน ไม่ใช่เพิ่ม — ประโยชน์ของไขมันดีชัดที่สุดเมื่อใช้แทนไขมันอิ่มตัว ไม่ใช่เติมเพิ่มบนอาหารเดิม
BLB P เป็นซอฟต์เจลที่รวมน้ำมันสกัดเย็นจากพืช 9 ชนิด — ถั่วดาวอินคา 100 มก. เมล็ดแฟลกซ์ 90 มก. ทานตะวันไฮโอเลอิก 90 มก. รำข้าว 80 มก. งา 50 มก. มะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน 35 มก. กระเทียม 30 มก. เพอริลลา 20 มก. และโคเอนไซม์คิวเท็น 5 มก. · เป็นแหล่งโอเมก้า-3 สายสั้น (ALA) จากพืชสำหรับผู้ที่ไม่กินน้ำมันปลา · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0050 และผ่านการรับรองฮาลาล · BLB P มีทั้งน้ำมันถั่วดาวอินคา 100 มก. และน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ 90 มก. ร่วมกับน้ำมันพืชอีก 7 ชนิดและโคเอนไซม์คิวเท็น จึงเป็นสูตรรวมน้ำมันพืชหลายแหล่ง ไม่ใช่น้ำมันเดี่ยวขนาดสูงแบบในงานวิจัย · ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน · กินตามที่ฉลากระบุ

6 ใครควรระวัง และเมื่อไรต้องพบแพทย์

  • ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล) — โอเมก้า 3 ขนาดสูงอาจเพิ่มแนวโน้มเลือดออก ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่จะผ่าตัดหรือทำฟัน — แจ้งแพทย์ทุกอย่างที่กินอยู่ แพทย์อาจให้หยุดล่วงหน้า
  • ผู้ที่แพ้ถั่วหรือเมล็ดพืช — ระวังถั่วดาวอินคา และอ่านส่วนประกอบของสูตรรวมให้ครบ
  • ผู้ที่กินยาเบาหวานหรือยาความดัน — แจ้งแพทย์ และห้ามหยุดยาเอง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — ปรึกษาแพทย์ก่อนกินน้ำมันเข้มข้นหรือเมล็ดแฟลกซ์ขนาดสูง

เมื่อไรต้องพบแพทย์

  • เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว หรือพูดไม่ชัด — โทร 1669 ทันที
  • เลือดออกผิดปกติ ฟกช้ำง่าย หรือถ่ายดำ ระหว่างกินร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด
  • ผื่นลมพิษ ปากบวม หรือหายใจลำบากหลังกิน
  • ผลตรวจไขมันหรือน้ำตาลในเลือดสูง ควรวางแผนกับแพทย์ ไม่ใช่พึ่งน้ำมันพืชอย่างเดียว

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

น้ำมันถั่วดาวอินคากับน้ำมันแฟลกซ์ต่างกันยังไง?

ทั้งสองให้โอเมก้า 3 ชนิด ALA · น้ำมันแฟลกซ์มี ALA สูงกว่าเล็กน้อยแต่เหม็นหืนเร็ว ส่วนน้ำมันถั่วดาวอินคามีโอเมก้า 6 มากกว่า รสอ่อนกว่า และเก็บได้ง่ายกว่า

ถั่วดาวอินคากับแฟลกซ์ อันไหนดีกว่า?

ไม่มีตัวไหนดีกว่าในทุกกรณี · ถ้าอยากได้ ALA สูงสุดเลือกแฟลกซ์ ถ้าอยากกินง่ายและเก็บง่ายเลือกถั่วดาวอินคา · ตัวที่กินได้ต่อเนื่องคือตัวที่ดีที่สุดสำหรับเรา

กินน้ำมันถั่วดาวอินคากับน้ำมันแฟลกซ์พร้อมกันได้ไหม?

ได้ ไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน · แต่ควรนับเป็นไขมันรวมต่อวัน และผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน

น้ำมันถั่วดาวอินคาหรือน้ำมันแฟลกซ์ควรกินตอนไหน?

กินพร้อมอาหาร เพื่อลดอาการคลื่นไส้และเรอกลิ่นน้ำมัน · ไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แต่ควรกินสม่ำเสมอ

ใช้แทนน้ำมันปลาได้ไหม?

ได้ไม่เต็มที่ · ร่างกายเปลี่ยน ALA เป็น EPA ได้น้อย และเป็น DHA ได้น้อยมาก · ถ้าต้องการ DHA โดยตรงและไม่กินปลา ทางเลือกที่ตรงกว่าคือน้ำมันสาหร่าย

โทษของน้ำมันถั่วดาวอินคาและน้ำมันแฟลกซ์มีอะไรบ้าง?

ที่พบบ่อยคือคลื่นไส้ ท้องเสีย หรือเรอกลิ่นน้ำมัน · ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดต้องระวังเรื่องเลือดออก และผู้ที่แพ้ถั่วหรือเมล็ดพืชควรระวังถั่วดาวอินคา

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • น้ำมันถั่วดาวอินคาและน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์เป็นแหล่งไขมันจากพืช ไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง · ผู้ที่ได้รับยาลดไขมันหรือยาความดันจากแพทย์ ห้ามหยุดยาเองเพื่อหันมากินน้ำมันพืชแทน
  • เจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อแตก เหนื่อยหอบ แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว หรือพูดไม่ชัด ต้องโทร 1669 ทันที ไม่ใช่รอดูอาการ · เลือดออกผิดปกติ ฟกช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือถ่ายดำ ระหว่างกินน้ำมันโอเมก้าร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ต้องหยุดและพบแพทย์ · ผื่นลมพิษ ปากบวม หรือหายใจลำบากหลังกินถั่วดาวอินคา อาจเป็นการแพ้ ต้องหยุดและไปโรงพยาบาล
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่กำลังจะผ่าตัด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนกินน้ำมันโอเมก้าทุกชนิด
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NIH Office of Dietary Supplements (ODS) — Omega-3 Fatty Acids: Fact Sheet for Health Professionals
  2. Baker EJ, Miles EA, Burdge GC, Yaqoob P, Calder PC. Metabolism and functional effects of plant-derived omega-3 fatty acids in humans. Progress in Lipid Research, 2016
  3. Pan A, Yu D, Demark-Wahnefried W, Franco OH, Lin X. Meta-analysis of the effects of flaxseed interventions on blood lipids. American Journal of Clinical Nutrition, 2009
  4. Gonzales GF, Gonzales C. A randomized, double-blind placebo-controlled study on acceptability, safety and efficacy of oral administration of sacha inchi oil (Plukenetia volubilis L.) in adult human subjects. Food and Chemical Toxicology, 2014
  5. Wang S, Zhu F, Kakuda Y. Sacha inchi (Plukenetia volubilis L.): nutritional composition, biological activity, and uses. Food Chemistry, 2018
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →