โอเมก้า 3 vs โอเมก้า 9 ต่างกันยังไง? ตัวไหนร่างกายสร้างเองได้ ตัวไหนต้องกิน แหล่งอาหารจากพืชและปลา ต้องกินโอเมก้า 3-6-9 รวมไหม และน้ำมันแบบไหนใช้ทำอาหารได้

โอเมก้า 3 กับโอเมก้า 9 ต่างกันตั้งแต่ข้อที่สำคัญที่สุด คือร่างกายสร้างเองได้หรือไม่ — โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันจำเป็น ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร มีทั้ง ALA จากพืช (เมล็ดแฟลกซ์ เพอริลลา ถั่วดาวอินคา เมล็ดเจีย วอลนัท) และ EPA/DHA จากปลาทะเลและสาหร่าย · โอเมก้า-9 ตัวหลักคือกรดโอเลอิก เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ร่างกายสร้างเองได้ และพบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวันไฮโอเลอิก อะโวคาโด และอัลมอนด์ · ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ได้โอเมก้า-9 จากอาหารประจำวันมากพออยู่แล้ว ส่วนโอเมก้า-3 คือตัวที่มักได้ไม่พอ · อีกเรื่องที่ต่างกันมากคือความร้อน: โอเมก้า-3 ไวต่อความร้อนและหืนง่าย ส่วนน้ำมันที่มีโอเมก้า-9 สูงทนความร้อนได้ดีกว่า · ทั้งสองไม่ใช่ยา

จำเป็น
โอเมก้า-3
ต้องได้จากอาหาร
ไม่จำเป็น
โอเมก้า-9
ร่างกายสร้างได้
1.1–1.6 ก.
ALA ที่ควรได้ต่อวัน
หญิง–ชาย (NIH)

เรื่องแรกคือตารางเทียบ โครงสร้างและบทบาท · เรื่องที่สองคือทำไมตัวหนึ่ง “จำเป็น” อีกตัว “ไม่จำเป็น” · เรื่องที่สามคือแหล่งอาหาร ทั้งพืชและปลา · เรื่องที่สี่คืออาหารเสริมโอเมก้า 3-6-9 จำเป็นแค่ไหน · เรื่องที่ห้าคือการใช้ความร้อนและการเก็บ · เรื่องสุดท้ายคือข้อควรระวัง · ถ้าอยากรู้จักโอเมก้า-9 แบบละเอียดก่อน อ่าน กรดโอเลอิก (โอเมก้า-9) คืออะไร

1 ตารางเทียบตรง ๆ: โอเมก้า 3 vs โอเมก้า 9

ประเด็น โอเมก้า-3 โอเมก้า-9
ชนิดไขมัน ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (หลายพันธะคู่) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (พันธะคู่เดียว)
ตัวหลัก ALA (พืช) · EPA และ DHA (ปลา สาหร่าย) กรดโอเลอิก
ร่างกายสร้างเองได้ไหม ไม่ได้ — เป็นกรดไขมันจำเป็น ได้ — จึงไม่จัดเป็นกรดไขมันจำเป็น
บทบาทเด่น เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเฉพาะ DHA ในสมองและจอตา · ตั้งต้นของสารที่เกี่ยวกับการอักเสบ เป็นแหล่งพลังงานและส่วนประกอบของไขมันในร่างกาย · ใช้แทนไขมันอิ่มตัวในอาหาร
แหล่งอาหารเด่น ปลาทะเล แซลมอน ซาบะ · เมล็ดแฟลกซ์ เพอริลลา ถั่วดาวอินคา เจีย วอลนัท น้ำมันมะกอก ทานตะวันไฮโอเลอิก คาโนลา อะโวคาโด อัลมอนด์ และน้ำมันรำข้าวราว 40%
คนทั่วไปได้พอไหม มักไม่พอ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยกินปลา ส่วนใหญ่ได้พอจากอาหารประจำวัน
ทนความร้อน ต่ำ หืนง่าย ไม่เหมาะผัดทอด ค่อนข้างดี ใช้ผัดได้

ตัวเลข “3” “6” “9” บอกตำแหน่งพันธะคู่ตัวแรกนับจากปลายโมเลกุล ไม่ได้บอกว่าตัวไหนดีกว่า ความสำคัญขึ้นกับว่าได้รับพอหรือยัง ถ้าอยากเทียบโอเมก้า-3 กับโอเมก้า-6 ซึ่งเป็นไขมันจำเป็นอีกตัว อ่าน โอเมก้า 3 vs โอเมก้า 6

2 ทำไมโอเมก้า-3 “จำเป็น” แต่โอเมก้า-9 “ไม่จำเป็น”

ร่างกายคนมีเอนไซม์ที่เติมพันธะคู่ลงในกรดไขมันได้บางตำแหน่ง จึงเปลี่ยนไขมันอิ่มตัว (กรดสเตียริก) เป็นกรดโอเลอิกได้เอง แต่ เติมพันธะคู่ที่ตำแหน่งโอเมก้า-3 ไม่ได้ ALA จึงต้องมาจากอาหารเท่านั้น

  • ALA เปลี่ยนเป็น EPA/DHA ได้น้อย — งานทบทวนของ Burdge และ Calder (2005) สรุปว่าในผู้ใหญ่ ALA ถูกเปลี่ยนเป็น EPA ได้ส่วนน้อย และเป็น DHA ได้น้อยมาก ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เปลี่ยนได้มากกว่าผู้ชายเล็กน้อย
  • ปริมาณที่ควรได้ — NIH ODS กำหนดปริมาณ ALA ที่ควรได้ต่อวัน (AI) ไว้ราว 1.6 กรัมในผู้ชาย และ 1.1 กรัมในผู้หญิง · ส่วน EPA+DHA ไม่มีค่ากำหนดตายตัวในสหรัฐฯ แต่ EFSA ใช้ราว 250 มก./วันเป็นค่าอ้างอิงสำหรับผู้ใหญ่
  • โอเมก้า-9 ไม่มีค่า “ต้องได้ต่อวัน” — เพราะร่างกายสร้างเองได้ สิ่งที่แนวทางโภชนาการพูดถึงคือการใช้ไขมันไม่อิ่มตัว (ทั้งเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน) แทนไขมันอิ่มตัว

สรุปคือ ถ้าจะใส่ใจเพิ่มสักตัว โอเมก้า-3 มักเป็นตัวที่ควรเช็กก่อน ส่วนโอเมก้า-9 ได้มาจากการเลือกน้ำมันทำอาหารที่ดีอยู่แล้ว · ขนาดโอเมก้า-3 ที่ควรได้อ่านต่อที่ โอเมก้า-3 ควรได้วันละเท่าไร

3 แหล่งอาหาร: ได้โอเมก้า-3 และโอเมก้า-9 จากไหน

แหล่ง ได้อะไรเด่น หมายเหตุ
ปลาทะเล (แซลมอน ซาบะ ทู ซาร์ดีน) EPA และ DHA แนวทางหลายประเทศแนะนำปลาสัปดาห์ละ 2 มื้อ
น้ำมันสาหร่าย DHA (บางชนิดมี EPA) ทางเลือกของคนไม่กินปลา
เมล็ดแฟลกซ์ / น้ำมันแฟลกซ์ ALA สูงมาก (ราวครึ่งหนึ่งของไขมัน) บดก่อนกินถ้าเป็นเมล็ด ไม่ใช้ผัด
น้ำมันเพอริลลา (งาขี้ม้อน) ALA สูง พบในอาหารเกาหลีและภาคเหนือของไทย
ถั่วดาวอินคา (Sacha Inchi) ALA และโอเมก้า-6 ถั่วพื้นเมืองอเมริกาใต้ ปลูกในไทยด้วย
น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน กรดโอเลอิกราว 70% ขึ้นไป + โพลีฟีนอล เหมาะราดสลัดและผัดไฟกลาง
น้ำมันทานตะวันไฮโอเลอิก กรดโอเลอิกสูงมาก คนละชนิดกับน้ำมันทานตะวันธรรมดาซึ่งเด่นที่โอเมก้า-6
อะโวคาโด อัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ กรดโอเลอิก ให้พลังงานสูง กินพอดี

สังเกตว่าน้ำมันพืชหลายชนิดมีทั้งสองกลุ่มปนกัน ไม่มีน้ำมันขวดไหนมีแค่ตัวเดียว · เปรียบเทียบโอเมก้า-3 จากพืชกับปลาแบบละเอียดได้ที่ โอเมก้า-3 จากพืช vs จากปลา

4 อาหารเสริมโอเมก้า 3-6-9 จำเป็นแค่ไหน

อาหารเสริม “โอเมก้า 3-6-9” ฟังดูครบ แต่ต้องดูให้ออกว่าเรากำลังขาดตัวไหน

  • โอเมก้า-6 — อาหารไทยที่ใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวันธรรมดา และอาหารทอด ให้โอเมก้า-6 มากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสริม
  • โอเมก้า-9 — ร่างกายสร้างได้และได้จากอาหารพอ การเสริมในแคปซูลจึงมักไม่ใช่เหตุผลหลักในการเลือก
  • โอเมก้า-3 — คือตัวที่มักขาด ให้ดูว่าเป็น ALA จากพืช หรือ EPA/DHA จากปลาหรือสาหร่าย และดูปริมาณต่อเม็ดจริง
  • อ่านฉลากเป็นมิลลิกรัม — แคปซูลน้ำมันพืชรวมมักมีน้ำมันแต่ละชนิดระดับสิบถึงร้อยมิลลิกรัม ไม่ได้เท่ากับน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (ราว 13,500 มก.) และไม่ได้แทนการกินปลา

ข้อดีของแคปซูลน้ำมันพืชสกัดเย็นคือรวมน้ำมันที่ให้ ALA ซึ่งไม่ค่อยได้กินในชีวิตประจำวันและไม่ควรเอาไปผัด ไว้ในรูปที่สะดวก เหมาะกับคนที่ไม่กินน้ำมันปลา แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นตัวเสริมเล็ก ๆ ไม่ใช่ตัวแทนอาหาร

BLB P เป็นซอฟต์เจลที่รวมน้ำมันสกัดเย็นจากพืช 9 ชนิด — ถั่วดาวอินคา 100 มก. เมล็ดแฟลกซ์ 90 มก. ทานตะวันไฮโอเลอิก 90 มก. รำข้าว 80 มก. งา 50 มก. มะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน 35 มก. กระเทียม 30 มก. เพอริลลา 20 มก. และโคเอนไซม์คิวเท็น 5 มก. · เป็นแหล่งโอเมก้า-3 สายสั้น (ALA) จากพืชสำหรับผู้ที่ไม่กินน้ำมันปลา · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0050 และผ่านการรับรองฮาลาล · ในสูตร ฝั่งโอเมก้า-3 (ALA) มาจากถั่วดาวอินคา 100 มก. เมล็ดแฟลกซ์ 90 มก. และเพอริลลา 20 มก. · ฝั่งโอเมก้า-9 (กรดโอเลอิก) มาจากทานตะวันไฮโอเลอิก 90 มก. รำข้าว 80 มก. และมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน 35 มก. ตามที่ระบุบนฉลาก · เป็นปริมาณระดับมิลลิกรัม จึง ไม่ได้ใช้แทนการกินปลาหรือน้ำมันทำอาหาร และไม่ได้ให้ EPA/DHA โดยตรง · ฉลากระบุสารก่อภูมิแพ้ ปลา สัตว์มีเปลือก ถั่วเหลือง และถั่วขาว · ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีน้ำมันกระเทียมและโอเมก้า-3 · กินวันละ 2 เม็ดตามที่ฉลากระบุ

5 ใช้ความร้อนและเก็บอย่างไร

น้ำมัน ผัด / ทอด วิธีที่เหมาะ
น้ำมันแฟลกซ์ เพอริลลา ถั่วดาวอินคา (โอเมก้า-3 สูง) ไม่เหมาะ ราดอาหารหลังปรุงเสร็จ ผสมน้ำสลัด เก็บในตู้เย็น ใช้ให้หมดเร็ว
น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน (โอเมก้า-9 สูง) ผัดไฟกลางได้ ราดสลัด อบ ผัดไฟกลาง
น้ำมันทานตะวันไฮโอเลอิก น้ำมันรำข้าว ผัดไฟแรงได้ดี อาหารไทยทั่วไป แต่ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ

ไขมันยิ่งมีพันธะคู่มาก ยิ่งถูกออกซิไดซ์ง่ายเมื่อเจอความร้อน แสง และอากาศ น้ำมันโอเมก้า-3 ที่มีกลิ่นหืนหรือเหม็นคาวผิดปกติไม่ควรกิน การเลือกน้ำมันทำอาหารตามวิธีปรุงอ่านเพิ่มที่ น้ำมันรำข้าว vs น้ำมันมะกอก

6 ข้อควรระวังและเมื่อไรต้องพบแพทย์

  • กินยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด — โอเมก้า-3 ขนาดสูง (โดยเฉพาะน้ำมันปลาหลายกรัมต่อวัน) อาจเพิ่มโอกาสเลือดออก ต้องแจ้งแพทย์
  • คุมน้ำหนัก — “ไขมันดี” ทุกชนิดให้พลังงานราว 9 กิโลแคลอรีต่อกรัมเท่ากัน ใช้มากก็เพิ่มน้ำหนักได้
  • ผลตรวจไขมันในเลือดสูง — การเปลี่ยนน้ำมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการปรับอาหาร ห้ามหยุดยาเอง ตรวจเลือดตามนัด
  • แพ้ปลา สัตว์มีเปลือก หรือถั่ว — อ่านส่วนสารก่อภูมิแพ้บนฉลากแคปซูลน้ำมันทุกครั้ง
  • เจ็บแน่นหน้าอก แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว ปากเบี้ยว — ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โอเมก้า 3 กับโอเมก้า 9 ต่างกันยังไง?

โอเมก้า-3 เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร (ALA จากพืช EPA/DHA จากปลา) · โอเมก้า-9 (กรดโอเลอิก) เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ร่างกายสร้างเองได้ พบมากในน้ำมันมะกอก · โอเมก้า-3 ไวต่อความร้อนกว่ามาก

โอเมก้า 9 คือ อะไร?

คือกลุ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ตัวหลักคือกรดโอเลอิก ร่างกายสร้างเองได้จึงไม่จัดเป็นไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวันไฮโอเลอิก อะโวคาโด และอัลมอนด์

โอเมก้า 3 กับโอเมก้า 9 อันไหนดีกว่า?

ไม่ได้แข่งกัน · โอเมก้า-3 คือตัวที่คนส่วนใหญ่มักได้ไม่พอและต้องได้จากอาหาร จึงควรเช็กก่อน · โอเมก้า-9 ได้จากการเลือกน้ำมันทำอาหารที่ดีอยู่แล้ว

ต้องกินโอเมก้า 3-6-9 แบบรวมไหม?

ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น เพราะอาหารประจำวันให้โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 มากอยู่แล้ว ตัวที่มักขาดคือโอเมก้า-3 ให้ดูชนิด (ALA หรือ EPA/DHA) และปริมาณจริงบนฉลาก

โอเมก้า 3 กับโอเมก้า 9 กินคู่กันได้ไหม?

ได้ อาหารและน้ำมันพืชส่วนใหญ่มีทั้งสองกลุ่มปนกันอยู่แล้ว ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มแคปซูลโอเมก้า-3 ขนาดสูง

กินโอเมก้า 3 ตอนไหนดี?

กินพร้อมหรือหลังอาหารที่มีไขมัน จะช่วยการดูดซึมและลดอาการเรอ ส่วนน้ำมันที่มีโอเมก้า-3 สูงไม่ควรเอาไปผัดทอด ให้ราดอาหารหลังปรุงเสร็จ

โทษของโอเมก้า 3 และโอเมก้า 9 มีอะไรบ้าง?

ทั้งคู่ให้พลังงานสูง ใช้มากเพิ่มน้ำหนักได้ · โอเมก้า-3 ขนาดสูงอาจเพิ่มโอกาสเลือดออกในผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด และอาจมีเรอ คลื่นไส้ · น้ำมันที่หืนแล้วไม่ควรกิน

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • โอเมก้า-3 และโอเมก้า-9 เป็นกรดไขมันในอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ผู้ที่กินยาลดไขมันหรือยาโรคหัวใจห้ามหยุดยาเองเพราะเปลี่ยนน้ำมันหรือกินอาหารเสริม
  • เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบผิดปกติ แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ต้องไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที · เลือดออกง่าย ช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ในผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดร่วมกับน้ำมันโอเมก้า-3 ขนาดสูง ต้องหยุดและพบแพทย์
  • เลือดกำเดาไหลบ่อย ช้ำเขียวง่ายผิดปกติ เลือดออกตามไรฟันไม่หยุด อุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย หรือเลือดออกหลังบาดแผลเล็ก ๆ แล้วหยุดยาก ในผู้ที่กินกระเทียมสกัดขนาดสูงร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาโรคหัวใจ ห้ามหยุดหรือปรับยาเองเพราะเปลี่ยนน้ำมันหรือกินอาหารเสริม และควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มแคปซูลน้ำมัน
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NIH Office of Dietary Supplements — Omega-3 Fatty Acids: Fact Sheet for Health Professionals
  2. Burdge GC, Calder PC. Conversion of α-linolenic acid to longer-chain polyunsaturated fatty acids in human adults. Reprod Nutr Dev. 2005;45(5):581–597
  3. EFSA NDA Panel. Scientific Opinion on Dietary Reference Values for fats, including saturated fatty acids, polyunsaturated fatty acids, monounsaturated fatty acids, trans fatty acids, and cholesterol. EFSA Journal. 2010;8(3):1461
  4. Estruch R, et al. Primary prevention of cardiovascular disease with a Mediterranean diet supplemented with extra-virgin olive oil or nuts. N Engl J Med. 2018;378(25):e34
  5. USDA FoodData Central — Oil, flaxseed / Oil, olive / Oil, sunflower, high oleic
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →