ขิง vs ขมิ้นชัน ต่างกันยังไง? จินเจอรอล vs เคอร์คูมิน ตัวไหนเด่นเรื่องคลื่นไส้ ท้องอืด หรือปวดข้อ กินคู่กันได้ไหม ยาละลายลิ่มเลือด นิ่วในถุงน้ำดี และใครต้องระวัง

ขิง (Ginger) กับขมิ้นชัน (Turmeric) อยู่ในวงศ์ขิงเหมือนกันและใช้ส่วนเหง้าเหมือนกัน แต่สารสำคัญและด้านที่ถูกศึกษาต่างกัน — ขิง (Zingiber officinale) มีสาร จินเจอรอลและโชกาออล ให้รสเผ็ดร้อน หลักฐานที่เด่นที่สุดคือเรื่อง อาการคลื่นไส้ เช่น คลื่นไส้ช่วงตั้งครรภ์ · ขมิ้นชัน (Curcuma longa) มีสาร เคอร์คูมิน ให้สีเหลือง ถูกศึกษาเรื่อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย และอาการปวดข้อ แต่เคอร์คูมินมีเพียงราว 3% ของผงขมิ้นและดูดซึมยาก · กินคู่กันได้ แต่ ทั้งคู่ต้องระวังในผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด และผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีอุดตัน · การกินในอาหารต่างจากสารสกัดขนาดสูง และทั้งสองไม่ใช่ยารักษาโรค

จินเจอรอล
ขิง
เด่นเรื่องคลื่นไส้
เคอร์คูมิน
ขมิ้นชัน
ดูดซึมยาก
ระวังคู่
ยาละลายลิ่มเลือด
+ นิ่วถุงน้ำดี

เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือสารสำคัญและการดูดซึม · เรื่องที่สามคือหลักฐานของแต่ละตัว แบบไม่เกินจริง · เรื่องที่สี่คือเลือกตามอาการและกินคู่กัน · เรื่องสุดท้ายคือใครต้องระวังและเมื่อไรต้องพบแพทย์ · ถ้าอยากรู้จักขิงแบบละเอียดก่อน อ่าน ขิง สรรพคุณตามงานวิจัย · ส่วนขมิ้นชันอ่าน ขมิ้นชันและเคอร์คูมิน คืออะไร

1 ตารางเทียบตรง ๆ: ขิง vs ขมิ้นชัน

ประเด็น ขิง ขมิ้นชัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Curcuma longa
ส่วนที่ใช้ เหง้า เนื้อสีเหลืองอ่อน เหง้า เนื้อสีเหลืองส้มเข้ม
สารสำคัญ จินเจอรอล (ขิงสด) โชกาออล (ขิงแห้ง/ผ่านความร้อน) เคอร์คูมินอยด์ (ตัวหลักคือเคอร์คูมิน) น้ำมันหอมระเหย
รส เผ็ดร้อน ขมเล็กน้อย กลิ่นดิน
การดูดซึม ค่อนข้างดี เคอร์คูมินดูดซึมน้อยมากถ้าไม่มีตัวช่วย
หลักฐานที่เด่น คลื่นไส้ (ตั้งครรภ์ หลังผ่าตัด) ปวดประจำเดือน ท้องอืด อาหารไม่ย่อย อาการปวดข้อ
ใช้ในอาหารไทย ต้มข่า ผัดขิง น้ำขิง แกงเหลือง แกงไตปลา ข้าวหมก
ข้อควรระวังหลัก แสบร้อนท้อง เลือดออกง่ายเมื่อขนาดสูงร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด นิ่วในถุงน้ำดี ยาละลายลิ่มเลือด รายงานตับอักเสบจากสารสกัดเข้มข้น

ในประเทศไทย ทั้งขิงและขมิ้นชันมีในรูป ยาสมุนไพร ที่มีขนาดและข้อบ่งใช้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นคนละประเภทกับอาหารเสริม ถ้าต้องการใช้เป็นยาควรถามเภสัชกร

2 สารสำคัญและการดูดซึม: ทำไมขมิ้นชันยุ่งยากกว่า

  • ขิง — จินเจอรอลในขิงสดเมื่อผ่านความร้อนหรือตากแห้งจะเปลี่ยนเป็นโชกาออลซึ่งเผ็ดกว่า ร่างกายดูดซึมได้ค่อนข้างดี จึงพบผลได้แม้ใช้ขิงผงในขนาดไม่สูงมาก
  • ขมิ้นชัน — ผงขมิ้นมีเคอร์คูมินเพียงราว 3% และเคอร์คูมินละลายน้ำได้น้อย ถูกเปลี่ยนรูปที่ตับและลำไส้เร็ว ระดับในเลือดจึงต่ำ
  • ตัวช่วยการดูดซึม — งานของ Shoba และคณะ (1998) พบว่าพิเพอรีนจากพริกไทยดำเพิ่มระดับเคอร์คูมินในเลือดได้มาก และการกินพร้อมอาหารที่มีไขมันก็ช่วย · สูตรสมัยใหม่ใช้รูปแบบไมเซลล์หรือรวมกับไขมัน
  • ดูดซึมดีขึ้น = ต้องระวังมากขึ้น — รายงานตับอักเสบจากอาหารเสริมขมิ้นชันหลายรายเป็นสูตรเข้มข้นหรือสูตรที่เพิ่มการดูดซึม (ข้อมูลจาก NIH LiverTox)

ข้อสรุปคือ กินขมิ้นในแกงไม่เหมือนกินเคอร์คูมินสกัด และขิงในอาหารก็ต่างจากขิงสกัดหลายกรัม · เวลาที่เหมาะสำหรับการกินแต่ละตัวอ่านที่ ขิงกินตอนไหน และ ขมิ้นชันกินตอนไหน

3 หลักฐานของแต่ละตัว แบบไม่เกินจริง

ประเด็น ขิง ขมิ้นชัน
คลื่นไส้ หลักฐานดีที่สุด — งานทบทวนของ Viljoen และคณะ (2014) พบว่าช่วยอาการคลื่นไส้ช่วงตั้งครรภ์ได้ (ขนาดในงานวิจัยส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 กรัม/วัน) ส่วนเมารถเมาเรือผลยังไม่สม่ำเสมอ ไม่ค่อยถูกศึกษา
ท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีการใช้แบบดั้งเดิม งานวิจัยบางงานพบว่าช่วยให้กระเพาะบีบตัวเร็วขึ้น มีงานทดลองในไทยที่ศึกษาเคอร์คูมินในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย พบอาการดีขึ้นใกล้เคียงยาลดกรด
ปวดข้อ งานขนาดเล็กบางงานในข้อเข่าเสื่อม ผลเล็ก งานทบทวนของ Daily และคณะ (2016) พบว่าอาการปวดข้อลดลง แต่งานส่วนใหญ่ขนาดเล็กและสั้น
ปวดประจำเดือน มีงานทบทวนที่พบว่าช่วยลดอาการปวดได้บ้าง ข้อมูลน้อย
น้ำตาล ไขมัน ภูมิคุ้มกัน งานยังไม่หนักแน่น งานยังไม่หนักแน่น

ศูนย์สุขภาพทางเลือกของสหรัฐฯ (NCCIH) สรุปว่าขิงมีหลักฐานบางส่วนเรื่องคลื่นไส้ ส่วนขมิ้นชันมีงานวิจัยมากแต่คุณภาพหลักฐานยังจำกัด ทั้งสองไม่มีหลักฐานว่าป้องกันหรือรักษามะเร็ง แม้จะเห็นผลในหลอดทดลอง

4 เลือกตามอาการ และกินคู่กันได้ไหม

สถานการณ์ ตัวที่ตรงกว่า หมายเหตุ
คลื่นไส้ เวียนหัวอยากอาเจียน ขิง หญิงตั้งครรภ์ต้องถามแพทย์ก่อนใช้แบบสกัด
ท้องอืด จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ขมิ้นชัน หรือขิง ถ้าเป็นบ่อยหรือมีอาการเตือน ต้องพบแพทย์
ปวดข้อจากการใช้งาน ขมิ้นชัน (เคอร์คูมิน) ไม่ใช้แทนยาและกายภาพบำบัด
ปวดประจำเดือน ขิง ปวดรุนแรงหรือผิดปกติต้องพบแพทย์
ใช้ในอาหารประจำวัน ทั้งคู่ ปริมาณในอาหารถือว่าปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่

กินคู่กันได้ ในรูปอาหาร เช่น น้ำขิงผสมขมิ้น หรือแกงที่ใส่ทั้งคู่ แต่ถ้าเป็น สารสกัดขนาดสูงทั้งสองตัวพร้อมกัน ผลด้านการยับยั้งเกล็ดเลือดอาจเสริมกัน ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือกำลังจะผ่าตัด จึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และควรหยุดสารสกัดก่อนผ่าตัดตามที่แพทย์แนะนำ

BLB U เป็นซอฟต์เจลที่รวมสารสกัด 13 ชนิดไว้ในเม็ดเดียว — โสมเกาหลี 80 มก. ถั่งเช่า 80 มก. เห็ด 4 ชนิด (ชิตาเกะ ยามาบูชิทาเกะ ไมตาเกะ อย่างละ 80 มก. หลินจือ 50 มก.) ขิง 50 มก. พลูคาว 50 มก. เบต้ากลูแคนจากยีสต์ 90% 25 มก. และโคเอนไซม์คิวเท็น 25 มก. บนฐานน้ำมันจมูกข้าว 200 มก. น้ำมันงา 100 มก. และน้ำมันเพอริลลา 100 มก. · ระบุปริมาณสารสำคัญรายตัวบนฉลาก มีเลข อย. 26-1-10867-5-0049 และผ่านการรับรองฮาลาล · BLB U มีขิง 50 มก. แต่ไม่มีขมิ้นชันในสูตร ขิงเป็นส่วนหนึ่งของสูตรรวม 13 ชนิด ปริมาณนี้น้อยกว่าขนาดที่งานวิจัยเรื่องคลื่นไส้ใช้ (ราวหลายร้อยมิลลิกรัมถึง 1 กรัมขึ้นไป) จึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ขิงสกัดขนาดสูง และไม่ได้มาแทนขมิ้นชัน · ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยาความดัน หรือยากดภูมิ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีโสม ถั่งเช่า และเห็ดหลายชนิด · กินวันละ 1 เม็ดตามที่ฉลากระบุ

5 ใครต้องระวังและเมื่อไรต้องพบแพทย์

กลุ่ม ขิง ขมิ้นชัน
กินยาละลายลิ่มเลือด / ต้านเกล็ดเลือด ระวังขนาดสูง ระวัง มีรายงานค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนในผู้ใช้วาร์ฟาริน
นิ่วในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้แบบสกัด ห้ามใช้แบบสกัดเอง เพราะกระตุ้นการบีบตัวของถุงน้ำดี
กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ อาจแสบร้อนท้องมากขึ้น อาจระคายกระเพาะในขนาดสูง
เบาหวานที่ใช้ยา ติดตามน้ำตาล ติดตามน้ำตาล
โรคตับ ปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงสารสกัดเข้มข้น
ตั้งครรภ์ ขนาดในงานวิจัยไม่เกิน 1 กรัม/วัน ต้องถามแพทย์ ปริมาณในอาหารได้ แบบสกัดไม่แนะนำ
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ระหว่างกินขมิ้นชันสกัด — หยุดทันทีและพบแพทย์
  • ปวดใต้ชายโครงขวารุนแรง ร้าวไปสะบัก มีไข้ — อาจเป็นถุงน้ำดีอักเสบ ไปโรงพยาบาล
  • ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ช้ำง่าย — หยุดสมุนไพรและพบแพทย์ทันที
  • คลื่นไส้อาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ น้ำหนักลด โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ — พบแพทย์

อ่านโทษแบบละเอียดได้ที่ โทษของขิง และ โทษของขมิ้นชัน

6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขิงกับขมิ้นชันต่างกันยังไง?

อยู่วงศ์เดียวกันแต่สารสำคัญต่างกัน · ขิงมีจินเจอรอลและโชกาออล หลักฐานเด่นเรื่องคลื่นไส้ · ขมิ้นชันมีเคอร์คูมิน ถูกศึกษาเรื่องท้องอืดอาหารไม่ย่อยและปวดข้อ แต่ดูดซึมยาก · ทั้งคู่ต้องระวังยาละลายลิ่มเลือดและนิ่วในถุงน้ำดี

ขมิ้นชัน คือ อะไร?

คือเหง้าของพืช Curcuma longa ในวงศ์ขิง มีสารเคอร์คูมินให้สีเหลือง ใช้ทั้งเป็นเครื่องเทศในอาหารและในรูปยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม

ขิงกับขมิ้น อันไหนดีกว่า?

ขึ้นกับเป้าหมาย · คลื่นไส้หรือปวดประจำเดือน ขิงมีหลักฐานมากกว่า · ท้องอืดอาหารไม่ย่อยหรือปวดข้อ ขมิ้นชันถูกศึกษามากกว่า · ใช้ในอาหารได้ทั้งคู่

ขิงกับขมิ้นชันกินคู่กันได้ไหม?

ได้ในรูปอาหาร · ถ้าเป็นสารสกัดขนาดสูงทั้งสองตัว ผลต่อเกล็ดเลือดอาจเสริมกัน ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดหรือจะผ่าตัดต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

กินขิงและขมิ้นชันตอนไหนดี?

กินพร้อมหรือหลังอาหารเพื่อลดการระคายกระเพาะ ขมิ้นชันกินพร้อมอาหารที่มีไขมันจะดูดซึมดีขึ้น ส่วนขิงสำหรับคลื่นไส้มักกินก่อนช่วงที่มีอาการ

คนเป็นนิ่วในถุงน้ำดีกินขมิ้นชันได้ไหม?

ไม่ควรกินขมิ้นชันแบบสกัดเอง เพราะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว อาจทำให้ปวดหรือนิ่วเคลื่อนไปอุดท่อ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ปริมาณเล็กน้อยในอาหารมักไม่เป็นปัญหา

โทษของขิงและขมิ้นชันมีอะไรบ้าง?

ที่พบบ่อยคือแสบร้อนท้อง ท้องเสีย · ที่ต้องระวังคือเลือดออกง่ายเมื่อใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด ปัญหาถุงน้ำดี และรายงานตับอักเสบจากขมิ้นชันสกัดเข้มข้น

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ขิงและขมิ้นชันในรูปอาหารเสริมไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาโรคข้อเสื่อม โรคกระเพาะ แผลในกระเพาะ หรือมะเร็ง ยาสมุนไพรที่มีขนาดและข้อบ่งใช้กำหนดไว้เป็นคนละประเภทกับอาหารเสริม ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเพราะหันมากินสมุนไพร
  • อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหมือนยางมะตอย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ช้ำเขียวง่ายผิดปกติ หรือปวดใต้ชายโครงขวารุนแรงเป็นพัก ๆ ในผู้ที่กินขิงสกัดขนาดสูงร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที
  • ปวดใต้ชายโครงขวารุนแรงเป็นพัก ๆ ตาเหลืองตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด หรือมีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ในผู้ที่กินขมิ้นชันหรือเคอร์คูมินสกัดเข้มข้น ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นทั้งนิ่วในถุงน้ำดีที่ถูกกระตุ้น และภาวะตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • สมุนไพรบางชนิดเร่งการทำงานของเอนไซม์ตับ ทำให้ยาที่กินอยู่มีระดับในเลือดลดลงจนไม่ได้ผล ผู้ที่ใช้ยาต้านไวรัส ยากดภูมิ ยาคุมกำเนิด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาโรคหัวใจ ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนเริ่มเสมอ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน หรือมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคตับ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงหรือขมิ้นชันแบบสกัด และหยุดก่อนผ่าตัดตามที่แพทย์แนะนำ
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NCCIH — Ginger: Usefulness and Safety · Turmeric: Usefulness and Safety
  2. Viljoen E, et al. A systematic review and meta-analysis of the effect and safety of ginger in the treatment of pregnancy-associated nausea and vomiting. Nutr J. 2014;13:20
  3. Daily JW, et al. Efficacy of turmeric extracts and curcumin for alleviating the symptoms of joint arthritis: a systematic review and meta-analysis of randomized clinical trials. J Med Food. 2016;19(8):717–729
  4. Shoba G, et al. Influence of piperine on the pharmacokinetics of curcumin in animals and human volunteers. Planta Med. 1998;64(4):353–356
  5. Kongkam P, et al. Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: a randomised, double blind controlled trial. BMJ Evid Based Med. 2023
  6. NIH LiverTox — Turmeric
  7. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →