เลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว (Subconjunctival Hemorrhage) คือภาวะที่เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ใต้เยื่อบุตาซึ่งคลุมตาขาวอยู่แตก เลือดจึงซึมกระจายเป็นปื้นสีแดงสดบนตาขาว มักพบตอนตื่นนอน หรือหลังไอ จาม อาเจียน เบ่งถ่าย ยกของหนัก หรือขยี้ตา ดูน่าตกใจแต่ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ ไม่มีขี้ตา และการมองเห็นปกติ · คำตอบสั้น ๆ คือ ภาวะนี้ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและหายเองใน 1–3 สัปดาห์ เลือดจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้มอมเหลืองก่อนจางหายไปเหมือนรอยช้ำ ไม่ต้องใช้ยาหยอดเพื่อให้เลือดหาย สิ่งที่ควรทำคืออย่าขยี้ตา ใช้น้ำตาเทียมถ้ารู้สึกเคือง และวัดความดันโลหิต · ถ้าเป็นซ้ำบ่อย กินยาละลายลิ่มเลือด หรือมีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย ควรให้แพทย์หาสาเหตุ · ถ้าตาแดงร่วมกับปวดตามาก ตามัว แพ้แสง หรือเกิดหลังถูกกระแทก ต้องพบจักษุแพทย์ทันที · บทความนี้อธิบายอาการ สาเหตุ ข้อมูลจากงานวิจัย วิธีดูแลตัวเอง ตารางเทียบกับตาแดงแบบอื่น และสัญญาณที่ต้องพบแพทย์
ตาดำปกติ
ที่พบบ่อย
หายเองได้
เรื่องแรกคือรู้จักหน้าตาและอาการของเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว — และทำไมไม่เจ็บแม้ดูน่ากลัว · เรื่องที่สองคือสาเหตุและสิ่งที่งานวิจัยพบ โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตและยาบางกลุ่ม · เรื่องที่สามคือการดูแลตัวเองและสิ่งที่ห้ามทำ · เรื่องสุดท้ายคือการแยกจากตาแดงแบบอื่น บทบาทของสารอาหาร และสัญญาณที่ต้องพบจักษุแพทย์
1 อาการและลักษณะของเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว
- ปื้นสีแดงสดบนตาขาว — ขอบค่อนข้างชัด อาจเป็นจุดเล็กหรือกินพื้นที่เกือบทั้งตาขาว มักเป็นข้างเดียว
- ไม่เจ็บหรือเคืองเล็กน้อย — บางคนรู้สึกตึงหรือเหมือนมีอะไรในตาเล็กน้อยตอนเริ่ม แต่ไม่ปวด
- การมองเห็นปกติ — ไม่มัว ไม่เห็นภาพซ้อน ไม่แพ้แสง เพราะเลือดอยู่ใต้เยื่อบุตาชั้นนอก ไม่ได้อยู่ในลูกตา
- ไม่มีขี้ตาหรือน้ำตาไหลมาก — ต่างจากเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ
- ตาดำใสปกติ — สีแดงอยู่บนตาขาวเท่านั้น ไม่ได้ลามเข้าตาดำ
- สีเปลี่ยนตามเวลา — ช่วงแรกอาจดูขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยใน 1–2 วัน แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มอมเหลืองก่อนจางหาย คล้ายรอยช้ำที่ผิวหนัง
หลายคนรู้ตัวเพราะคนรอบข้างทัก หรือเห็นในกระจกตอนเช้า ภาวะนี้พบได้ทุกวัย แต่พบบ่อยขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และผู้ที่กินยาที่ทำให้เลือดออกง่าย
2 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
เยื่อบุตาเป็นเนื้อเยื่อบางที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก เมื่อแรงดันในเส้นเลือดเพิ่มขึ้นทันที หรือเส้นเลือดถูกเสียดสี เส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ จึงแตกได้ง่าย และเลือดกระจายอยู่ใต้เยื่อบุตาเพราะไม่มีทางไหลออก
- การเพิ่มแรงดันทันที — ไอหรือจามแรง อาเจียน เบ่งถ่าย ยกของหนัก กลั้นหายใจขณะออกแรง
- การขยี้ตาหรือบาดเจ็บเล็กน้อย — ขยี้ตาแรงตอนคันหรือง่วง ใส่หรือถอดคอนแทกต์เลนส์ หรือถูกนิ้วจิ้มตา
- ความดันโลหิตสูง — โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและคนที่ยังคุมความดันไม่ได้ อ่านเพิ่มที่ ความดันโลหิตสูง
- ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย — เช่น แอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด และยาละลายลิ่มเลือด รวมถึงอาหารเสริมบางชนิดในขนาดสูง เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี แปะก๊วย และกระเทียมสกัด
- เบาหวานและโรคหลอดเลือด — ทำให้เส้นเลือดฝอยเปราะกว่าปกติ
- หลังผ่าตัดหรือฉีดยาที่ตา — เป็นสิ่งที่พบได้และมักหายเอง
- ไม่ทราบสาเหตุ — หลายครั้งเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุชัดเจน
ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องคือ ตาแดงแบบนี้เกิดจากการอดนอนหรือติดเชื้อจากคนอื่น เลือดออกใต้เยื่อบุตาไม่ติดต่อ และไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
3 งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว
- ปัจจัยเสี่ยงต่างกันตามวัย — การศึกษาของ Tarlan และ Kiratli (Clinical Ophthalmology, 2013) ที่ทบทวนผู้ป่วยจำนวนมาก พบว่าในคนอายุน้อย สาเหตุที่พบบ่อยคือการบาดเจ็บและการใส่คอนแทกต์เลนส์ ส่วนในผู้สูงอายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดพบได้บ่อยกว่า
- ความดันโลหิตสูง — การศึกษาหลายชิ้นพบว่าผู้ที่เป็นเลือดออกใต้เยื่อบุตาโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนมีความดันสูงในสัดส่วนที่มากกว่าที่คาด แพทย์จึงมักแนะนำให้วัดความดันเมื่อเกิดภาวะนี้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นซ้ำ
- ยาละลายลิ่มเลือด — ผู้ที่กินวาร์ฟารินซึ่งค่าการแข็งตัวของเลือดสูงเกินเป้า มีโอกาสเกิดเลือดออกได้หลายตำแหน่ง รวมถึงที่ตา จึงควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลยา แต่ไม่หยุดยาเอง
- การหายเอง — ข้อมูลจากสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน (AAO) และ StatPearls ระบุตรงกันว่าส่วนใหญ่หายเองภายใน 1–2 สัปดาห์ ปื้นที่ใหญ่อาจใช้เวลานานกว่านั้นเล็กน้อย และไม่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะ
- ยาหยอดตา — ไม่มีหลักฐานว่ายาหยอดชนิดใดทำให้เลือดหายเร็วขึ้น น้ำตาเทียมช่วยเพียงเรื่องความรู้สึกเคือง
สรุปคือ หลักฐานชี้ว่า เลือดออกใต้เยื่อบุตาเป็นภาวะที่หายเองเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่มีประโยชน์จริงคือการมองหาปัจจัยที่แก้ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง การขยี้ตา และยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่าย
4 การดูแลตัวเองและสิ่งที่ห้ามทำ
- ไม่ต้องตกใจ และไม่ต้องทำอะไรกับเลือด — ปล่อยให้ร่างกายดูดซึมกลับเอง เหมือนรอยช้ำที่ผิวหนัง
- อย่าขยี้ตา — การขยี้ทำให้เส้นเลือดแตกเพิ่ม ถ้าคันหรือเคืองให้ใช้น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย
- ประคบเย็นเบา ๆ ในวันแรก — ถ้ารู้สึกตึง อาจประคบเย็นด้วยผ้าสะอาดสั้น ๆ ไม่กดแรง
- งดใส่คอนแทกต์เลนส์ชั่วคราว — จนกว่าตาจะรู้สึกสบายเป็นปกติ
- วัดความดันโลหิต — โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือคนที่ไม่เคยตรวจ ถ้าค่าสูงควรพบแพทย์
- ทบทวนยาและอาหารเสริมที่กินอยู่ — จดรายการแอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด น้ำมันปลา วิตามินอี แปะก๊วย หรือกระเทียมสกัด แล้วให้แพทย์หรือเภสัชกรดู ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง
- ดูแลต้นเหตุที่ทำให้ไอหรือเบ่งบ่อย — เช่น ไอเรื้อรัง ภูมิแพ้ที่ทำให้จามบ่อย หรือท้องผูกที่ต้องเบ่ง
- ถ่ายรูปเก็บไว้ — ในแสงเดียวกันทุก 2–3 วัน เพื่อดูว่าปื้นจางลงตามปกติหรือไม่ และใช้ประกอบเวลาพบแพทย์
สิ่งที่ห้ามทำ — ห้ามซื้อยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะมาหยอดเอง เพราะไม่ช่วยให้เลือดหาย และสเตียรอยด์หยอดตาโดยไม่มีแพทย์ดูแลเสี่ยงต่อต้อหินและต้อกระจก · ห้ามหยอดน้ำเกลือที่ไม่ใช่สูตรสำหรับตา และห้ามหยุดยาละลายลิ่มเลือดเอง
5 เลือดออกใต้เยื่อบุตา หรือตาแดงแบบอื่น: ตารางเทียบ
ตาแดงมีได้หลายสาเหตุ ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องให้จักษุแพทย์ตรวจ
| ประเด็น | เลือดออกใต้เยื่อบุตา | เยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดงติดเชื้อ/ภูมิแพ้) | ต้อหินเฉียบพลัน/ม่านตาอักเสบ | บาดเจ็บที่ตา |
|---|---|---|---|---|
| ลักษณะสีแดง | ปื้นแดงขอบชัด สีสม่ำเสมอ | แดงกระจายเป็นเส้น ๆ ทั่วตาขาว | แดงรอบตาดำ | แดงร่วมกับแผล หรือเลือดในตาดำ |
| ปวดตา | ไม่ปวด | เคือง คัน แสบ | ปวดมาก อาจปวดหัว คลื่นไส้ | ปวดได้มาก |
| การมองเห็น | ปกติ | ปกติหรือพร่าเล็กน้อยจากขี้ตา | ตามัว เห็นรัศมีรอบไฟ แพ้แสง | อาจมัวลง |
| ขี้ตา น้ำตา | ไม่มี | มีขี้ตาหรือน้ำตาไหลมาก | น้ำตาไหล | แล้วแต่ลักษณะการบาดเจ็บ |
| ติดต่อไหม | ไม่ติดต่อ | แบบติดเชื้อติดต่อได้ | ไม่ติดต่อ | ไม่ติดต่อ |
| ควรทำอย่างไร | ดูแลตัวเอง วัดความดัน | ล้างมือ ไม่ใช้ของร่วม พบแพทย์ถ้ามีหนองมาก | พบจักษุแพทย์ทันที | ไปโรงพยาบาลทันที |
ถ้าตาแดงร่วมกับเปลือกตาบวม คัน และมีสะเก็ดที่ขอบตา อาจเป็นเปลือกตาอักเสบ อ่านเพิ่มที่ เปลือกตาอักเสบ ขอบตาแดงคัน
6 บทบาทของสารอาหารต่อหลอดเลือดและดวงตา: เชิงเสริมเท่านั้น
ต้องบอกตรง ๆ ว่า ไม่มีอาหารเสริม วิตามิน หรือสมุนไพรใดที่ทำให้เลือดใต้เยื่อบุตาหายเร็วขึ้น หรือป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เพราะต้นเหตุคือเส้นเลือดฝอยแตกจากแรงดันหรือการเสียดสี ซึ่งแก้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยง
- วิตามินซี — จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนของผนังหลอดเลือด คนที่ขาดอย่างรุนแรงจะเลือดออกง่าย แต่ภาวะขาดรุนแรงพบได้น้อยในคนที่กินผักผลไม้ การกินผักผลไม้สดทุกวันจึงเป็นพื้นฐานที่ดีพอ
- อาหารลดโซเดียม — ช่วยดูแลความดันโลหิตในภาพรวม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แก้ได้
- ระวังอาหารเสริมที่เพิ่มแนวโน้มเลือดออก — น้ำมันปลาขนาดสูง วิตามินอีขนาดสูง แปะก๊วย และกระเทียมสกัด โดยเฉพาะถ้ากินร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งแพทย์
- สารแอนโทไซยานินจากบิลเบอร์รีและองุ่น — ถูกศึกษาในแง่ความล้าของดวงตาจากการใช้สายตา หลักฐานยังจำกัด และไม่มีข้อมูลว่าเกี่ยวกับเลือดออกใต้เยื่อบุตา
- การนอนและการพักสายตา — ช่วยลดอาการตาล้าและการเผลอขยี้ตาตอนง่วง
สำหรับคนที่ใช้สายตาหนักและอยากดูแลช่วงพักผ่อนในภาพรวม ผลิตภัณฑ์บางตัวรวมสารสกัดจากผลไม้กับสารที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายก่อนนอน อ่านวิธีเลือกได้ที่ อาหารเสริมบำรุงสายตา เลือกอย่างไร · สรุปคือ ตัวกำหนดว่าจะเป็นซ้ำหรือไม่คือ ความดันโลหิต ยาที่กินอยู่ และการไม่ขยี้ตา ไม่ใช่อาหารเสริม
7 เมื่อไรต้องพบจักษุแพทย์ และสัญญาณอันตราย
- ปวดตามาก ตามัว มองเห็นภาพซ้อน แพ้แสง หรือเห็นแสงวาบ — พบจักษุแพทย์ทันที อาจเป็นภาวะในลูกตาที่ไม่ใช่เลือดออกใต้เยื่อบุตา
- เกิดหลังถูกกระแทกที่ตาหรือศีรษะ ถูกของแหลม หรือมีเศษโลหะ เศษไม้กระเด็นเข้าตา — ไปโรงพยาบาลทันที ห้ามขยี้หรือพยายามเขี่ยออกเอง
- เห็นเลือดในตาดำหรือระดับเลือดในช่องหน้าลูกตา — เป็นภาวะที่ต่างจากเลือดออกใต้เยื่อบุตา ต้องพบแพทย์ทันที
- เป็นซ้ำหลายครั้ง หรือเป็นทั้งสองตา — ควรตรวจความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และการแข็งตัวของเลือด
- มีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย เช่น เลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดตามตัวโดยไม่ได้กระแทก เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือปัสสาวะเป็นเลือด — ต้องพบแพทย์
- กินยาละลายลิ่มเลือด — ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลยา อาจต้องตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด แต่ห้ามหยุดยาเอง
- ปื้นแดงไม่จางลงเลยหลัง 2–3 สัปดาห์ หรือขยายขึ้นเรื่อย ๆ — ควรให้จักษุแพทย์ตรวจ
- เด็กเล็กที่มีเลือดออกใต้เยื่อบุตาโดยไม่ทราบสาเหตุ — ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
8 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว เกิดจากอะไร?
เกิดจากเส้นเลือดฝอยใต้เยื่อบุตาแตก มักเกิดหลังไอ จาม อาเจียน เบ่ง ยกของหนัก หรือขยี้ตา · ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้คือความดันโลหิตสูง เบาหวาน และยาที่ทำให้เลือดออกง่าย บางครั้งเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
ตาแดงเป็นปื้น อันตรายไหม ติดต่อไหม?
ถ้าไม่เจ็บ มองเห็นปกติ และไม่มีขี้ตา ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและไม่ติดต่อ · แต่ถ้าปวดตามาก ตามัว แพ้แสง หรือเกิดหลังถูกกระแทก ต้องพบจักษุแพทย์ทันที
เลือดออกในตาขาว หายเองกี่วัน?
ส่วนใหญ่หายเองภายใน 1–2 สัปดาห์ ปื้นที่ใหญ่อาจใช้เวลา 2–3 สัปดาห์ สีจะเปลี่ยนจากแดงเป็นส้มอมเหลืองก่อนจางหาย · ถ้าไม่จางลงเลยหรือขยายขึ้น ควรพบแพทย์
ต้องหยอดยาอะไรไหม?
ไม่ต้องใช้ยาหยอดเพื่อให้เลือดหาย ใช้น้ำตาเทียมได้ถ้ารู้สึกเคือง · ห้ามซื้อยาหยอดที่มีสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง
ตาแดงจากเลือดออก กับตาแดงติดเชื้อ ต่างกันยังไง?
เลือดออกใต้เยื่อบุตาเป็นปื้นแดงขอบชัด ไม่เจ็บ ไม่มีขี้ตา และไม่ติดต่อ · ตาแดงจากการติดเชื้อมักแดงกระจายเป็นเส้น ๆ เคือง แสบ มีขี้ตาหรือน้ำตาไหล และติดต่อได้
กินยาละลายลิ่มเลือดแล้วมีเลือดออกในตา ต้องหยุดยาไหม?
ห้ามหยุดยาเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน · ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลยาเพื่อพิจารณาตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด และพบแพทย์ทันทีถ้ามีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย
กินอาหารเสริมช่วยให้เลือดในตาหายเร็วขึ้นไหม?
ไม่มีหลักฐานว่าอาหารเสริมใดทำให้เลือดหายเร็วขึ้นหรือป้องกันการเป็นซ้ำ · สิ่งที่ช่วยได้คือการคุมความดัน ไม่ขยี้ตา และทบทวนยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่ายกับแพทย์
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- ไม่มีอาหารเสริม วิตามิน สมุนไพร หรือยาหยอดตาใดที่ทำให้เลือดใต้เยื่อบุตาขาวหายเร็วขึ้น หรือป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้ · ภาวะนี้ส่วนใหญ่หายเองใน 1–3 สัปดาห์ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการไม่ขยี้ตา การคุมความดันโลหิต และการให้แพทย์ประเมินเมื่อเป็นซ้ำหรือกินยาที่ทำให้เลือดออกง่าย · สารอาหารเป็นเพียงพื้นฐานของสุขภาพดวงตาในภาพรวม
- ตาแดงร่วมกับปวดตามาก ตามัว มองเห็นภาพซ้อน แพ้แสง หรือเห็นแสงวาบ ต้องพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ใช่เลือดออกใต้เยื่อบุตาธรรมดา · เลือดออกหลังถูกกระแทกที่ตาหรือศีรษะ ถูกของแหลมหรือเศษโลหะเข้าตา หรือเห็นเลือดในตาดำ ต้องไปโรงพยาบาลทันที · เป็นซ้ำหลายครั้ง มีเลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดตามตัว หรือเลือดกำเดาไหลบ่อยร่วมด้วย ต้องให้แพทย์ตรวจเลือด · ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดเช่นวาร์ฟาริน ควรแจ้งแพทย์ที่ดูแลเรื่องยา และห้ามหยุดหรือปรับยาเอง
- ตาแดง ปวดตา มองเห็นพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตาหลังทำงาน ต้องพบจักษุแพทย์ ไม่ควรขยี้ตาหรือหยอดยาเองโดยไม่ปรึกษา
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ห้ามซื้อยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะมาหยอดเอง เพราะไม่ได้ช่วยให้เลือดหายเร็วขึ้น และสเตียรอยด์หยอดตาโดยไม่มีแพทย์ดูแลเสี่ยงต่อต้อหินและต้อกระจก · ห้ามหยุดยาแอสไพรินหรือยาละลายลิ่มเลือดที่แพทย์สั่งเอง แม้จะเห็นเลือดในตา · BLE เป็นผงชงก่อนนอน มีกาบาและแอล-ธีอะนีน ผู้ที่กินยานอนหลับ ยาคลายกังวล หรือยาลดความดัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- American Academy of Ophthalmology (AAO) EyeSmart — What Is a Subconjunctival Hemorrhage?
- StatPearls (NCBI Bookshelf) — Subconjunctival Hemorrhage
- Tarlan B, Kiratli H. Subconjunctival hemorrhage: risk factors and potential indicators. Clinical Ophthalmology 2013
- NIH Office of Dietary Supplements — Vitamin C: Fact Sheet for Health Professionals
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: อาหารเสริมบำรุงสายตา ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไร 👉
