ตังกุย กินตอนไหนดี? ช่วงไหนของรอบเดือน ตอนมีประจำเดือนควรหยุดไหม เช้าหรือเย็น และใครห้ามกิน

คำตอบตรง ๆ ของคำถาม “ตังกุย กินตอนไหนดี” คือกินพร้อมหรือหลังอาหาร จะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อเย็นก็ได้ เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบเวลากินหรือช่วงของรอบเดือนโดยตรง · ตังกุย (Dong Quai หรือ Angelica sinensis) เป็นรากของพืชตระกูลเดียวกับขึ้นฉ่าย ใช้ในตำรับยาจีนสำหรับผู้หญิงมานาน · ส่วนคำถามว่าช่วงมีประจำเดือนควรหยุดไหม แนวปฏิบัติที่ระมัดระวังคือพักในวันที่ประจำเดือนมามาก และผู้ที่ประจำเดือนมามากเป็นปกติอยู่แล้วไม่ควรใช้เอง เพราะตังกุยมีสารกลุ่มคูมารินและอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด · ต้องบอกตรง ๆ ว่าหลักฐานในคนยังอ่อน — การทดลองที่ใช้ตังกุยเดี่ยวในหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่พบว่าต่างจากยาหลอก · ที่ชัดกว่าเรื่องเวลาคือเรื่องใครห้ามกิน ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่กินยาวาร์ฟาริน และผู้ที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน

หลังอาหาร
เช้าหรือเย็นก็ได้
ยังไม่มีงานวิจัยเทียบเวลา
พักวันที่ประจำเดือนมามาก
แนวปฏิบัติเชิงระมัดระวัง
ไม่ใช่ข้อสรุปจากการทดลอง
ห้ามใช้ช่วงตั้งครรภ์
และห้ามเริ่มเองถ้ากิน
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

เรื่องแรกคือตังกุยในตำรับจีนแทบไม่เคยใช้เดี่ยว — มักเป็นส่วนหนึ่งของตำรับที่มีสมุนไพรหลายตัว ผลที่เล่าต่อกันมาจึงเป็นผลของทั้งตำรับ ไม่ใช่ของตังกุยตัวเดียว และงานวิจัยสมัยใหม่ที่แยกตังกุยออกมาทดสอบเดี่ยวก็ยังมีน้อย · เรื่องที่สองคือสารสำคัญ — ตังกุยมีกรดเฟอรูลิก (ferulic acid) ลิกัสติไลด์ (ligustilide) โพลีแซ็กคาไรด์ และสารกลุ่มคูมารินกับฟูราโนคูมาริน ซึ่งตัวหลังเกี่ยวกับทั้งเรื่องการแข็งตัวของเลือดและผิวไวต่อแสงแดด · เรื่องที่สามคือผลคล้ายฮอร์โมนยังไม่ชัด — งานในหลอดทดลองให้ผลขัดแย้งกันว่าตังกุยมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนหรือไม่ ผู้ที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมนจึงควรเลี่ยงไว้ก่อน และไม่ว่าอย่างไรตังกุยก็ไม่ใช่ฮอร์โมน · เรื่องสุดท้ายคือเป้าหมาย — ถ้ากินเพราะปวดประจำเดือนรุนแรง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรืออาการวัยทองที่รบกวนชีวิต สิ่งแรกที่ควรทำคือให้สูตินรีแพทย์หาสาเหตุ

1 คำตอบตรง ๆ: ตังกุยกินตอนไหน กินอย่างไร

  • กินพร้อมหรือหลังอาหาร — ลดอาการท้องอืด ไม่สบายท้อง และคลื่นไส้ ซึ่งเป็นอาการที่มีรายงานบ่อยที่สุด
  • เช้าหรือเย็นเลือกได้ — ตังกุยไม่มีฤทธิ์กระตุ้นแบบคาเฟอีน และไม่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงที่ชัดเจน จึงเลือกมื้อที่จำง่ายและทำได้ทุกวัน
  • ถ้าฉลากให้กินวันละ 2 ครั้ง — เช้าและเย็นหลังอาหาร
  • กินเวลาเดิมทุกวัน — เพื่อให้สังเกตได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่กินหรือไม่
  • จดรอบเดือนควบคู่ — วันที่ประจำเดือนมา ปริมาณ ระดับอาการปวด เป็นข้อมูลเดียวที่จะบอกได้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเป็นข้อมูลที่แพทย์ต้องการ
  • ทากันแดดและเลี่ยงแดดจัด — สารฟูราโนคูมารินทำให้ผิวไวต่อแสงได้ในบางคน โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูง
  • สิ่งที่ไม่ต้องทำ — ไม่ต้องกินตอนท้องว่างเพื่อหวังการดูดซึม และไม่ต้องเพิ่มขนาดเองในช่วงก่อนมีประจำเดือน

2 ช่วงไหนของรอบเดือน และช่วงมีประจำเดือนควรหยุดไหม

ต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงว่า ยังไม่มีการทดลองในคนที่เปรียบเทียบการกินตังกุยแต่ละช่วงของรอบเดือน คำแนะนำที่พบทั่วไปมาจากแนวปฏิบัติดั้งเดิมและการให้เหตุผลจากกลไก

  • แนวปฏิบัติดั้งเดิม — แพทย์แผนจีนจำนวนมากให้ใช้ตำรับที่มีตังกุยในช่วงหลังประจำเดือนหมดจนถึงก่อนรอบถัดไป และพักในช่วงที่มีประจำเดือน โดยเฉพาะในผู้ที่เลือดมามาก
  • เหตุผลเชิงกลไก — ตังกุยมีสารกลุ่มคูมารินและกรดเฟอรูลิก ซึ่งงานในหลอดทดลองพบว่ามีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด จึงมีข้อกังวลว่าอาจทำให้เลือดประจำเดือนมามากขึ้นในบางคน
  • ผู้ที่ประจำเดือนมาปกติหรือน้อย — ยังไม่มีหลักฐานว่าการกินต่อเนื่องช่วงมีประจำเดือนเป็นอันตราย แต่การพักในวันที่เลือดมามากที่สุดเป็นทางเลือกที่ระมัดระวัง
  • ผู้ที่ประจำเดือนมามากเป็นปกติ — มีเนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีภาวะซีด ไม่ควรใช้ตังกุยเอง และควรให้แพทย์หาสาเหตุของเลือดที่มามากก่อน
  • ถ้ากินแล้วประจำเดือนมามากขึ้นหรือนานขึ้น — ให้หยุด และถ้ารอบถัดไปยังผิดปกติต้องพบแพทย์
  • ผู้ที่พยายามตั้งครรภ์ — ควรหยุดตังกุยตั้งแต่ช่วงหลังไข่ตก เพราะอาจตั้งครรภ์โดยยังไม่รู้ตัว และตังกุยไม่ควรใช้ในการตั้งครรภ์
  • หญิงวัยหมดประจำเดือน — ไม่มีรอบให้อิง กินต่อเนื่องเป็นรอบ 8-12 สัปดาห์แล้วทบทวน และถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือนไปแล้วต้องพบแพทย์ทุกกรณี

3 ตารางเทียบ: ช่วงของรอบเดือนกับแนวทางการกินตังกุย

ช่วง แนวทางเชิงระมัดระวัง เหตุผล ระดับหลักฐาน
วันที่ประจำเดือนมามาก (มักเป็นวันที่ 1-3) พัก โดยเฉพาะผู้ที่เลือดมามาก ข้อกังวลเรื่องผลต่อเกล็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด แนวปฏิบัติดั้งเดิมและกลไก ไม่มีการทดลองในคน
ช่วงปลายประจำเดือนถึงก่อนไข่ตก กินได้ตามฉลาก หลังอาหาร เป็นช่วงที่แนวปฏิบัติดั้งเดิมใช้มากที่สุด แนวปฏิบัติดั้งเดิม
หลังไข่ตกถึงก่อนมีประจำเดือน กินได้ ยกเว้นผู้ที่อาจตั้งครรภ์ ตังกุยไม่ควรใช้ในการตั้งครรภ์ คำเตือนด้านความปลอดภัยที่ตรงกันหลายแหล่ง
ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ห้ามใช้ อาจมีผลต่อการบีบตัวของมดลูก คำเตือนด้านความปลอดภัยที่ตรงกันหลายแหล่ง
วัยหมดประจำเดือน กินเป็นรอบ 8-12 สัปดาห์แล้วทบทวน การทดลองตังกุยเดี่ยวไม่พบว่าต่างจากยาหลอก มีการทดลองในคน ผลเป็นลบ

คอลัมน์ขวาสุดคือส่วนที่สำคัญที่สุดของตาราง เพราะแสดงว่าคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาจากการทดลองเปรียบเทียบ จึงควรใช้ในฐานะข้อควรระวัง ไม่ใช่กฎตายตัว

4 เช้าหรือเย็น ขนาด และรูปแบบผลิตภัณฑ์

  • เช้ากับเย็นไม่ต่างกันอย่างมีหลักฐาน — เลือกมื้อที่มีอาหารรองท้องและทำได้สม่ำเสมอ
  • ขนาดในตำรับดั้งเดิมกับสารสกัดเทียบกันไม่ได้ — ตำรับจีนใช้รากแห้งต้มในระดับหลายกรัมต่อวัน ส่วนอาหารเสริมใช้สารสกัดในระดับมิลลิกรัม ขึ้นกับความเข้มข้นของการสกัด
  • ยังไม่มีขนาดที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยว่าได้ผล — จึงควรใช้ตามขนาดบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ไม่เพิ่มเอง
  • ผลิตภัณฑ์สูตรรวมสำหรับผู้หญิง — มักใส่ตังกุยร่วมกับสารอื่น เช่น วิตามินบี สังกะสี หรือโพรไบโอติก ปริมาณตังกุยจึงต่ำกว่าตำรับดั้งเดิม และต้องดูข้อควรระวังของส่วนผสมอื่นประกอบ
  • น้ำมันหอมระเหยตังกุย — ไม่ใช่รูปที่ใช้กิน แหล่งข้อมูลด้านความปลอดภัยเตือนเรื่องสารบางตัวในน้ำมันหอมระเหย จึงไม่ควรกินเอง
  • อย่ากินซ้อนกับยาจีนตำรับสตรี — ยาต้มหรือยาลูกกลอนสำหรับสตรีหลายตำรับมีตังกุยอยู่แล้ว ถ้ากินอาหารเสริมเพิ่มจะได้รับซ้อน

5 คาดหวังอะไรได้แค่ไหน และประเมินผลอย่างไร

  • อาการวัยทอง — การทดลองแบบสุ่มที่ใช้ตังกุยเดี่ยวในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไม่พบความต่างจากยาหลอกในเรื่องร้อนวูบวาบ และไม่พบผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูก · ศูนย์การแพทย์ผสมผสานของสหรัฐฯ (NCCIH) สรุปว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ
  • ปวดประจำเดือนและประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ — ยังไม่มีงานทดลองคุณภาพดีที่ใช้ตังกุยเดี่ยว ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากตำรับผสม
  • ไม่ใช่ฮอร์โมนและไม่ใช้แทนฮอร์โมน — ผู้ที่แพทย์สั่งฮอร์โมนทดแทนเพื่อดูแลอาการวัยทองไม่ควรหยุดยาเองเพื่อเปลี่ยนมาใช้สมุนไพร
  • ตั้งตัวชี้วัดก่อนเริ่ม — เช่น จำนวนครั้งที่ร้อนวูบวาบต่อวัน คะแนนปวดประจำเดือน 1-10 หรือจำนวนวันที่ต้องกินยาแก้ปวด
  • ประเมินที่ 2-3 รอบเดือน หรือ 8-12 สัปดาห์ — ถ้าไม่ต่าง ให้หยุด การกินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สมเหตุสมผล
  • สิ่งที่มีหลักฐานมากกว่า — ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนให้พอ คุมน้ำหนัก ลดแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในผู้ที่ร้อนวูบวาบ และประคบอุ่นหรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของเภสัชกรสำหรับปวดประจำเดือน
BLB Y เป็นสูตรดูแลผู้หญิงที่ระบุปริมาณสารสำคัญรายตัวบนฉลาก — ตังกุย 114.8 มก. สารสกัดกุหลาบ 100 มก. สารสกัดผลพลับ PANCIL 100 มก. โพรไบโอติก Lactobacillus acidophilus และ rhamnosus อย่างละ 40 มก. ซีบัคธอร์น 33.55 มก. ซิงค์ 15 มก. พร้อมวิตามินบี 6 บี 12 วิตามินดี 3 และกรดโฟลิก · ไม่มีส่วนผสมของกวาวเครือขาว และไม่ใช่ฮอร์โมนทดแทน · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0034 และผ่านการรับรองฮาลาล

6 กินคู่กับอะไรได้ และยาอะไรที่ต้องระวัง

  • ยาวาร์ฟาริน — มีรายงานผู้ป่วยที่ค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนไปจนเสี่ยงเลือดออกหลังเริ่มตังกุย ถือเป็นข้อห้ามเริ่มเอง
  • ยาต้านเกล็ดเลือดและยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด — เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล ไอบูโพรเฟน เมื่อใช้ร่วมอาจเพิ่มโอกาสเลือดออก ผู้ที่กินไอบูโพรเฟนแก้ปวดประจำเดือนเป็นประจำควรรู้เรื่องนี้
  • ยาฮอร์โมน — ยาคุมกำเนิดและฮอร์โมนทดแทน ยังไม่มีข้อมูลชัดว่าตังกุยรบกวนหรือไม่ จึงควรแจ้งแพทย์ผู้สั่งยา
  • สมุนไพรและอาหารเสริมที่มีผลต่อเลือด — น้ำมันปลาขนาดสูง แปะก๊วย กระเทียมสกัด ขมิ้นชันขนาดสูง เมื่อรวมกันหลายตัวควรปรึกษาเภสัชกร
  • ยาและสมุนไพรที่ทำให้ผิวไวแสง — เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต อาจเสริมกันทำให้ผิวไหม้แดดง่ายขึ้น
  • วิตามินและแร่ธาตุทั่วไป — ธาตุเหล็ก วิตามินบี กรดโฟลิก วิตามินดี และสังกะสี กินร่วมได้ ไม่มีรายงานการรบกวนที่ชัดเจน

7 ใครห้ามกินตังกุย หรือต้องถามแพทย์ก่อน

  • หญิงตั้งครรภ์ — ห้ามใช้ เพราะอาจมีผลต่อการบีบตัวของมดลูก
  • หญิงให้นมบุตร — ข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ ควรเลี่ยง
  • ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่าย — ห้ามเริ่มเอง
  • ผู้ที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน — เช่น มีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเนื้องอกมดลูก ควรเลี่ยงเพราะผลคล้ายฮอร์โมนยังไม่ชัดเจน
  • ผู้ที่ประจำเดือนมามากหรือมีภาวะซีด — ให้แพทย์หาสาเหตุก่อน
  • ผู้ที่กำลังจะผ่าตัด — หยุดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดหรือทำฟันใหญ่
  • ผู้ที่แพ้พืชตระกูลขึ้นฉ่าย — เช่น ขึ้นฉ่าย แครอท ผักชี ยี่หร่า อาจแพ้ตังกุยได้
  • เด็กและวัยรุ่น — ไม่ควรใช้เอง

8 เมื่อไรควรหยุดตังกุยและพบแพทย์

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ — ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงติดกันหลายชั่วโมง มีลิ่มเลือดก้อนใหญ่ หรือมานานเกิน 7 วัน
  • เลือดออกนอกรอบ หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน — ต้องตรวจหาสาเหตุทุกกรณี
  • หน้ามืด ใจสั่น เหนื่อยง่าย — อาจเป็นสัญญาณของภาวะซีดจากการเสียเลือด
  • เลือดออกผิดปกติที่อื่น — เลือดกำเดา เหงือกเลือดออก ช้ำง่าย ถ่ายดำ โดยเฉพาะในผู้ที่กินยาที่มีผลต่อเลือด
  • ผื่นแดง แสบ หรือพุพองหลังโดนแดด — หยุดและเลี่ยงแดด ถ้าเป็นมากให้พบแพทย์
  • ผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก — ไปโรงพยาบาลทันที
  • ประจำเดือนขาด — ตรวจการตั้งครรภ์ก่อน และหยุดตังกุยทันทีถ้าผลเป็นบวก
  • ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดจนทำงานไม่ได้ — เป็นอาการที่ต้องตรวจภายใน ไม่ใช่เรื่องที่ควรลองสมุนไพรไปเรื่อย ๆ

9 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตังกุย กินตอนไหนดี เช้าหรือเย็น?

กินพร้อมหรือหลังอาหาร มื้อเช้าหรือมื้อเย็นก็ได้ เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงว่าเวลาใดดีกว่า · ตังกุยไม่มีฤทธิ์กระตุ้นหรือทำให้ง่วงที่ชัดเจน จึงเลือกมื้อที่ทำได้สม่ำเสมอ และจดรอบเดือนควบคู่ไปด้วย

ช่วงมีประจำเดือนกินตังกุยได้ไหม ต้องหยุดไหม?

ยังไม่มีการทดลองในคนที่ตอบเรื่องนี้โดยตรง · แนวปฏิบัติเชิงระมัดระวังคือพักในวันที่ประจำเดือนมามาก เพราะตังกุยอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด · ผู้ที่ประจำเดือนมามากเป็นปกติไม่ควรใช้เอง และถ้ากินแล้วเลือดมามากขึ้นหรือนานขึ้นให้หยุด

ตังกุยควรกินช่วงไหนของรอบเดือน?

แนวปฏิบัติดั้งเดิมมักใช้ในช่วงหลังประจำเดือนหมดจนถึงก่อนรอบถัดไป แต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วงใดได้ผลดีกว่า · ผู้ที่พยายามตั้งครรภ์ควรหยุดตั้งแต่หลังไข่ตก เพราะตังกุยไม่ควรใช้ในการตั้งครรภ์

กินตังกุยกี่วันถึงเห็นผล?

ควรให้เวลา 2-3 รอบเดือนหรือราว 8-12 สัปดาห์ โดยตั้งตัวชี้วัดไว้ก่อน เช่น คะแนนปวดประจำเดือนหรือจำนวนครั้งที่ร้อนวูบวาบ · หลักฐานในคนยังอ่อน และการทดลองตังกุยเดี่ยวในหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่พบว่าต่างจากยาหลอก ถ้าครบรอบแล้วไม่ต่างก็ควรหยุด

ใครห้ามกินตังกุย?

หญิงตั้งครรภ์ห้ามใช้ · หญิงให้นมบุตร ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือมีภาวะเลือดออกง่าย ผู้ที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน ผู้ที่ประจำเดือนมามาก ผู้ที่จะผ่าตัดภายใน 2 สัปดาห์ และผู้ที่แพ้พืชตระกูลขึ้นฉ่าย ไม่ควรใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ตังกุยมีโทษหรือผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ที่มีรายงานคือท้องอืด ไม่สบายท้อง ผิวไวต่อแสงแดด และประจำเดือนมามากขึ้นในบางคน · ความเสี่ยงที่สำคัญคือเลือดออกง่ายเมื่อใช้ร่วมกับยาวาร์ฟาริน ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด

ตังกุยใช้แทนฮอร์โมนทดแทนในวัยทองได้ไหม กินคู่กับยาคุมได้ไหม?

ใช้แทนไม่ได้ · ตังกุยไม่ใช่ฮอร์โมน และการทดลองในคนไม่พบว่าตังกุยเดี่ยวลดอาการร้อนวูบวาบได้ดีกว่ายาหลอก ผู้ที่แพทย์สั่งฮอร์โมนทดแทนไม่ควรหยุดยาเอง · ส่วนการกินคู่กับยาคุมกำเนิดยังไม่มีข้อมูลชัดเจน ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ตังกุยไม่ใช่ยา ไม่ใช่ฮอร์โมน และไม่ใช้แทนฮอร์โมนทดแทนหรือยาที่แพทย์สั่ง ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาอาการวัยทอง ภาวะประจำเดือนผิดปกติ หรือโรคทางนรีเวชใด ๆ
  • ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงติดกันหลายชั่วโมง มีลิ่มเลือดก้อนใหญ่ หน้ามืดใจสั่น หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ต้องหยุดตังกุยและพบแพทย์โดยเร็ว · เลือดออกผิดปกติในผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผื่นพุพองหลังโดนแดด หรือผื่นลมพิษ หายใจลำบาก ต้องไปโรงพยาบาล
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • หญิงตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ห้ามใช้ตังกุย · ผู้ที่กินยาวาร์ฟาริน ยาต้านเกล็ดเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่าย ห้ามเริ่มเอง และควรหยุดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • ผู้ที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือประจำเดือนมามาก ควรให้สูตินรีแพทย์ประเมินก่อนใช้ และควรทากันแดดเพราะตังกุยอาจทำให้ผิวไวต่อแสง
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NCCIH (National Center for Complementary and Integrative Health) — Menopausal Symptoms: In Depth
  2. MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine) — Dong Quai
  3. Memorial Sloan Kettering Cancer Center — About Herbs: Dong Quai
  4. PubMed — Fertility and Sterility: Dong quai for postmenopausal symptoms, randomized placebo-controlled trial
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →