หูชั้นนอกอักเสบ–หูน้ำเข้าแล้วอักเสบ (Otitis Externa, Swimmer’s Ear) ปวดหู คันหู ดึงใบหูแล้วเจ็บ เกิดจากอะไร? ต่างจากหูชั้นกลางอักเสบยังไง ดูแลตัวเองยังไง และเมื่อไรต้องพบแพทย์

หูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa) หรือที่เรียกกันว่าหูน้ำเข้าแล้วอักเสบ (Swimmer’s Ear) คือการอักเสบของผิวหนังในช่องหูส่วนนอก ซึ่งเป็นทางเชื่อมจากรูหูไปจนถึงแก้วหู ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหลังน้ำค้างในหู หรือหลังแคะหูจนผิวช่องหูเป็นแผล ทำให้ปวดหู คันหู หูอื้อ และปวดมากขึ้นเมื่อดึงใบหูหรือกดติ่งหน้าหู · คำตอบสั้น ๆ คือ หูชั้นนอกอักเสบชนิดไม่ซับซ้อนมักดีขึ้นด้วยยาหยอดหูที่แพทย์สั่ง ร่วมกับยาแก้ปวดและการรักษาช่องหูให้แห้ง ไม่ควรแคะหูหรือใช้คอตตอนบัด ไม่ควรหยอดน้ำมันหรือสมุนไพรเอง และถ้าเคยแก้วหูทะลุ ใส่ท่อในแก้วหู เป็นเบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนใช้ยาใด ๆ · โรคนี้ต่างจากหูชั้นกลางอักเสบซึ่งมักตามหลังหวัดและอยู่หลังแก้วหู การแยกให้ออกช่วยให้ดูแลได้ถูกทาง · บทความนี้อธิบายอาการ สาเหตุ ข้อมูลจากแนวทางเวชปฏิบัติ วิธีดูแลและป้องกัน และสัญญาณที่ต้องพบแพทย์

ดึงใบหูแล้วเจ็บ
อาการเด่นของ
หูชั้นนอกอักเสบ
ให้หูแห้ง
หลักสำคัญ
ทั้งดูแลและป้องกัน
ห้ามคอตตอนบัด
แผลในช่องหู
คือประตูของเชื้อ

เรื่องแรกคือรู้จักอาการ และแยกให้ออกจากหูชั้นกลางอักเสบและขี้หูอุดตัน · เรื่องที่สองคือเข้าใจสาเหตุ ช่องหูมีกลไกปกป้องตัวเอง แต่ความชื้นและการแคะทำลายกลไกนั้น · เรื่องที่สามคือการดูแลที่ปลอดภัย ทั้งสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยเฉพาะในคนที่แก้วหูมีปัญหา · เรื่องสุดท้ายคือการป้องกันสำหรับคนว่ายน้ำบ่อย เด็ก และคนใส่หูฟังหรือเครื่องช่วยฟัง รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรีบพบแพทย์

1 อาการของหูชั้นนอกอักเสบ

  • คันในช่องหู — มักเป็นอาการแรก ๆ ก่อนเริ่มปวด
  • ปวดหู และปวดมากขึ้นเมื่อดึงใบหูหรือกดติ่งหน้าหู — เป็นอาการเด่นที่ช่วยแยกจากหูชั้นกลางอักเสบ บางคนเจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร
  • ช่องหูบวมแดง — ในรายที่บวมมาก ช่องหูอาจตีบจนรู้สึกตันและได้ยินลดลง
  • มีน้ำใสหรือหนองไหลจากหู — บางรายมีกลิ่น
  • หูอื้อ รู้สึกแน่นในหู
  • ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูหรือที่คอโตและเจ็บ — พบในรายที่อักเสบมาก
  • ขุยหรือคราบสีขาว เทา หรือดำในช่องหู ร่วมกับคันมาก — อาจเป็นเชื้อราในช่องหู (otomycosis) ซึ่งต้องให้แพทย์ตรวจ เพราะใช้ยาต่างจากเชื้อแบคทีเรีย

อาการมักเริ่มภายในไม่กี่วันหลังว่ายน้ำ อาบน้ำแล้วน้ำค้างในหู หรือแคะหู ไข้สูงไม่ใช่อาการปกติของหูชั้นนอกอักเสบชนิดไม่ซับซ้อน ถ้ามีไข้ ปวดมาก หรือบวมลามไปที่ใบหู หลังหู หรือใบหน้า ควรพบแพทย์

หูชั้นนอกอักเสบ ต่างจากหูชั้นกลางอักเสบและขี้หูอุดตันอย่างไร

ประเด็น หูชั้นนอกอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ขี้หูอุดตัน
ตำแหน่ง ผิวในช่องหูส่วนนอก ก่อนถึงแก้วหู โพรงหลังแก้วหู ช่องหูส่วนนอก
มักเกิดหลัง น้ำเข้าหูบ่อย แคะหู ใส่หูฟังนาน หวัด คัดจมูก ภูมิแพ้ พบบ่อยในเด็กเล็ก แคะหูดันลึก ใส่หูฟังหรือเครื่องช่วยฟัง
ดึงใบหู–กดติ่งหน้าหู เจ็บชัดเจน มักไม่เจ็บมากขึ้น ไม่เจ็บ
ไข้ มักไม่มีหรือมีต่ำ ๆ พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก ไม่มี
การดูแลหลัก ยาหยอดหูตามแพทย์สั่ง และให้หูแห้ง แพทย์ประเมินว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือเฝ้าดูอาการ ยาหยอดให้ขี้หูนุ่มหรือให้บุคลากรการแพทย์นำออก

อ่านรายละเอียดเรื่อง ขี้หูอุดตัน ได้ในอีกบทความ เพราะขี้หูที่อัดแน่นก็ทำให้น้ำค้างในหูและเสี่ยงอักเสบได้

2 หูชั้นนอกอักเสบเกิดจากอะไร

ผิวในช่องหูปกติมีขี้หูเคลือบไว้ ขี้หูมีความเป็นกรดอ่อนและกันน้ำ ช่วยไม่ให้เชื้อโรคเจริญได้ง่าย เมื่อกลไกนี้ถูกทำลาย เชื้อที่อยู่ในน้ำหรือบนผิวจึงเข้าไปทำให้อักเสบ เชื้อที่พบบ่อยคือแบคทีเรีย เช่น Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus ส่วนเชื้อราพบได้น้อยกว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • น้ำค้างในหูนาน — จากการว่ายน้ำ ดำน้ำ เล่นน้ำในสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ หรืออาบน้ำแล้วไม่ได้ซับหู ความชื้นทำให้ผิวช่องหูเปื่อยและชะล้างขี้หูที่ปกป้องออกไป
  • อากาศร้อนชื้นและเหงื่อ — ทำให้ช่องหูชื้นตลอดเวลา จึงพบบ่อยในประเทศเขตร้อน
  • แคะหูหรือใช้คอตตอนบัด กิ๊บ ไม้แคะ — ทำให้ผิวช่องหูถลอกเป็นแผลเล็ก ๆ และกำจัดขี้หูที่ปกป้องออก
  • ใส่หูฟังแบบสอดในหู ที่อุดหู หรือเครื่องช่วยฟังนาน — เก็บความชื้นและอาจเสียดสีผิวช่องหู
  • โรคผิวหนัง — เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ เซบเดิร์ม หรือสะเก็ดเงินในช่องหู ทำให้ผิวแตกและคัน
  • สารเคมีและการระคายเคือง — แชมพู สเปรย์ฉีดผม หรือสีย้อมผมที่เข้าไปในหู
  • ช่องหูแคบหรือมีกระดูกงอกในช่องหู — ทำให้น้ำระบายออกยาก

ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คนในชีวิตประจำวัน และเกิดได้ทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กโตและวัยรุ่นที่ว่ายน้ำบ่อย

3 แนวทางเวชปฏิบัติพูดถึงหูชั้นนอกอักเสบว่าอย่างไร

  • ยาหยอดหูเป็นการรักษาหลักในรายไม่ซับซ้อน — แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมแพทย์หู คอ จมูกแห่งสหรัฐฯ (AAO-HNS) แนะนำยาหยอดหูชนิดที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ตามที่แพทย์สั่ง ส่วนยาปฏิชีวนะชนิดกินไม่ใช่ตัวเลือกแรก ยกเว้นในรายที่การอักเสบลามออกนอกช่องหูหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง
  • ประเมินแก้วหูก่อนเลือกยา — ถ้าแก้วหูทะลุหรือใส่ท่อระบายในแก้วหู แพทย์ต้องเลือกยาหยอดที่ปลอดภัยต่อหูชั้นกลาง จึงไม่ควรหยอดยาเองโดยไม่ได้ตรวจ
  • ให้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม — อาการปวดจากหูชั้นนอกอักเสบอาจรุนแรงได้ แนวทางเน้นให้ประเมินและจัดการความปวด
  • ทำให้ยาเข้าถึงช่องหู — ถ้าช่องหูบวมมากหรือมีเศษหนองอุด แพทย์อาจทำความสะอาดช่องหูหรือใส่ไส้ผ้าเล็ก ๆ (ear wick) เพื่อให้ยาเข้าถึง
  • อาการมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังเริ่มยา — ถ้าไม่ดีขึ้นภายในราว 2-3 วัน หรือแย่ลง ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ เช่น หาเชื้อรา หรือภาวะอื่น
  • กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ — ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้สูงอายุ เสี่ยงการอักเสบลุกลามไปที่กระดูกฐานกะโหลก (malignant หรือ necrotizing otitis externa) ซึ่งต้องรักษาในโรงพยาบาล

สรุปคือ หูชั้นนอกอักเสบชนิดไม่ซับซ้อนรักษาได้ไม่ยาก แต่ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเลือกยาหยอดที่เหมาะกับสภาพแก้วหู และใช้ยาให้ครบตามที่แนะนำแม้อาการดีขึ้นก่อน

4 ดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยเมื่อเป็นหูชั้นนอกอักเสบ

  • หยุดแคะหูทันที — ไม่ใช้คอตตอนบัด ไม้แคะ กิ๊บ หรือนิ้วสอดเข้าไปในช่องหู และไม่ใส่สิ่งใดเข้าไปในหูเอง
  • ใช้ยาหยอดหูตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ — ทั้งชนิดยา จำนวนหยด ความถี่ และระยะเวลา และใช้ให้ครบแม้อาการดีขึ้นก่อน
  • วิธีหยอดยาให้ถึง — อุ่นขวดยาในมือ นอนตะแคงให้หูข้างที่เป็นหงายขึ้น หยอดแล้วดึงใบหูเบา ๆ หรือกดติ่งหน้าหูเป็นจังหวะเพื่อให้ยาไหลลง และนอนนิ่งสักครู่ตามที่ได้รับคำแนะนำ
  • ให้หูแห้งระหว่างการรักษา — งดว่ายน้ำจนกว่าแพทย์จะบอกว่าทำได้ เวลาอาบน้ำหรือสระผมให้ใช้สำลีชุบวาสลีนอุดปากรูหูหลวม ๆ หรือใช้หมวกอาบน้ำ แล้วเอาออกหลังอาบเสร็จ
  • งดใส่หูฟังแบบสอดในหูและเครื่องช่วยฟังชั่วคราว — เท่าที่ทำได้ระหว่างที่ช่องหูยังอักเสบ และทำความสะอาดอุปกรณ์ก่อนกลับมาใช้
  • ยาแก้ปวด — ใช้ยาแก้ปวดทั่วไปตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ การประคบอุ่นด้านนอกใบหูช่วยให้สบายขึ้นได้ในบางคน
  • ไม่หยอดน้ำมัน น้ำส้มสายชู แอลกอฮอล์ หรือสมุนไพรเอง — โดยเฉพาะถ้ายังไม่รู้ว่าแก้วหูปกติหรือไม่ เพราะอาจระคายเคืองหรือเป็นอันตรายต่อหูชั้นกลาง
  • ไม่ใช้ยาหยอดหูที่เหลือจากครั้งก่อนหรือของคนอื่น — ชนิดยาอาจไม่ตรงกับเชื้อหรือสภาพแก้วหูครั้งนี้

ถ้าใช้ยาครบ 2-3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากขึ้น บวมลาม มีไข้ ควรกลับไปพบแพทย์ ไม่ควรเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาเอง

5 ป้องกันหูชั้นนอกอักเสบสำหรับคนว่ายน้ำบ่อยและเด็ก

สถานการณ์ สิ่งที่มักทำ ปรับเป็น
หลังว่ายน้ำหรืออาบน้ำ ใช้คอตตอนบัดเช็ดน้ำในหู เอียงศีรษะให้หูข้างนั้นลง ดึงใบหูเบา ๆ ให้น้ำไหลออก แล้วซับเฉพาะใบหูและปากรูหูด้วยผ้าขนหนู
รู้สึกน้ำค้างในหู แคะหรือเขย่าศีรษะแรง ๆ ใช้ไดร์เป่าผมลมเย็นหรืออุ่นต่ำ ถือห่างจากหูพอสมควร เป่าเบา ๆ สักครู่
ว่ายน้ำบ่อยหรือนักกีฬาว่ายน้ำ ไม่ป้องกันอะไร ใช้ที่อุดหูสำหรับว่ายน้ำหรือหมวกว่ายน้ำคลุมหู · ยาหยอดป้องกันบางชนิดใช้ได้เฉพาะคนที่แก้วหูปกติ ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
แหล่งน้ำ ลงเล่นน้ำทุกที่ เลือกสระที่ดูแลคุณภาพน้ำดี หลีกเลี่ยงน้ำขังหรือแหล่งน้ำที่มีป้ายเตือน
หูฟังและเครื่องช่วยฟัง ใส่ทั้งวันไม่ทำความสะอาด ถอดพักเป็นช่วง ทำความสะอาดจุกหูฟังสม่ำเสมอ ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น
ขี้หู แคะออกให้หมดทุกวัน ปล่อยให้ขี้หูทำหน้าที่ปกป้องช่องหู เช็ดเฉพาะปากรูหู
สระผมหรือฉีดสเปรย์ ให้แชมพูและสเปรย์เข้าหู ใช้สำลีอุดปากรูหูหลวม ๆ ชั่วคราว

เด็กที่ว่ายน้ำในชั่วโมงเรียนหรือคอร์สว่ายน้ำ ควรได้รับการสอนให้เอียงหูไล่น้ำและไม่แคะหู ผู้ปกครองไม่ควรใช้คอตตอนบัดเช็ดในช่องหูเด็ก ส่วนเด็กที่ใส่ท่อระบายในแก้วหูควรถามแพทย์เรื่องการว่ายน้ำและอุปกรณ์อุดหูก่อน

6 บทบาทของอาหารและสารอาหาร: ช่วยได้แค่ไหน

พูดตรง ๆ ก่อนว่า ไม่มีอาหารหรืออาหารเสริมใดที่รักษาหรือป้องกันหูชั้นนอกอักเสบ หรือฆ่าเชื้อในช่องหูได้ การรักษาหลักคือยาหยอดหูตามแพทย์สั่งและการรักษาช่องหูให้แห้ง บทบาทของโภชนาการจึงอยู่ที่การดูแลสุขภาพทั่วไปเท่านั้น

เรื่อง บทบาทพื้นฐาน สิ่งที่ควรรู้
อาหารครบหมู่ โปรตีนพอ เป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมผิวหนังทั่วร่างกาย ได้จากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม ถั่ว
วิตามินซี เกี่ยวข้องกับการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างคอลลาเจนของผิว ได้จากผักผลไม้สด ไม่มีหลักฐานว่าการเสริมช่วยรักษาการติดเชื้อในหู
ซิงค์ เกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันและการหายของแผลตามปกติ คนที่ขาดซิงค์แผลหายช้า แต่การเสริมในคนที่ไม่ขาดไม่ได้ช่วยเพิ่ม · ไม่ควรกินซิงค์ซ้อนจากหลายผลิตภัณฑ์
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานที่น้ำตาลสูงติดเชื้อง่ายและแผลหายช้า สำคัญมากในผู้ป่วยเบาหวาน ควรดูแลตามที่แพทย์แนะนำ
การนอนให้พอ สัมพันธ์กับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในภาพรวม ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้องการราว 7-9 ชั่วโมง

สรุปคือ การกินอาหารครบหมู่และนอนให้พอเป็นพื้นฐานของร่างกายในทุกช่วง ส่วนอาหารเสริมที่มีวิตามินซีและซิงค์เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพทั่วไปสำหรับคนที่กินผักผลไม้ไม่พอ ไม่ใช้แทนยาหยอดหูหรือการพบแพทย์

Lipo C ใช้วิตามินซีรูปแบบลิโพโซม Lipo-Max™ 500 มก. ร่วมกับซิงค์ 37.5 มก. และน้ำมันรำข้าว 25.5 มก. · เทคโนโลยีลิโพโซมถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ของวิตามินซีปริมาณสูงที่รูปแบบเม็ดธรรมดามักถูกตั้งคำถาม · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0046 และผ่านการรับรองฮาลาล

7 เมื่อไรต้องพบแพทย์หู คอ จมูก

  • ปวดหูรุนแรงมาก หรือปวดจนนอนไม่ได้ — ควรพบแพทย์โดยเร็ว
  • มีไข้ ใบหูหรือหลังหูบวมแดงลาม หรือบวมลามไปที่ใบหน้า — อาจเป็นการติดเชื้อที่ลามออกนอกช่องหู
  • ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือได้รับยากดภูมิ หรือเคยฉายรังสีบริเวณศีรษะ ที่ปวดหูเรื้อรัง มีหนองไหลนาน หรือปวดมากกว่าที่เห็น — เสี่ยงหูชั้นนอกอักเสบชนิดลุกลามไปถึงกระดูก (malignant / necrotizing otitis externa) ต้องพบแพทย์เร็ว
  • หน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท ปวดศีรษะมาก หรือกลืนลำบาก ร่วมกับปวดหู — ต้องไปโรงพยาบาลทันที
  • ได้ยินลดลงมาก หรือหูดับฉับพลัน — ควรพบแพทย์หู คอ จมูกโดยเร็ว
  • เคยแก้วหูทะลุ ใส่ท่อระบายในแก้วหู หรือเคยผ่าตัดหู — ห้ามหยอดยาเอง ห้ามให้น้ำเข้าหู และห้ามใช้คอตตอนบัด ให้แพทย์ตรวจและเลือกยาให้
  • ใช้ยาหยอดครบ 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น หรือเป็นซ้ำบ่อย — ควรให้แพทย์ประเมินซ้ำ เช่น หาเชื้อรา โรคผิวหนัง หรือสิ่งแปลกปลอมในหู
  • ปวดหูในเด็กเล็กที่มีไข้ งอแง ดึงหู หรือมีน้ำไหลจากหู — ควรพาไปพบแพทย์

8 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หูชั้นนอกอักเสบ หายเองได้ไหม?

รายที่อาการน้อยมากบางรายอาจดีขึ้นเองเมื่อช่องหูแห้งและเลิกแคะ แต่ส่วนใหญ่ควรได้ยาหยอดหูตามที่แพทย์สั่ง เพราะช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดโอกาสลุกลาม · ถ้าปวดมาก มีไข้ บวมลาม หรือเป็นเบาหวาน ควรพบแพทย์

น้ำเข้าหูแล้วปวด ต้องทำอย่างไร?

เอียงศีรษะให้หูข้างนั้นลง ดึงใบหูเบา ๆ ให้น้ำไหลออก ซับเฉพาะปากรูหู และอาจใช้ไดร์เป่าผมลมอุ่นต่ำถือห่าง ๆ · ห้ามใช้คอตตอนบัดหรือแคะ · ถ้าปวดหูต่อเนื่อง ปวดเมื่อดึงใบหู คัน หรือมีน้ำไหล ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร

ดึงใบหูแล้วเจ็บ เป็นหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลางอักเสบ?

อาการเจ็บเมื่อดึงใบหูหรือกดติ่งหน้าหูเป็นลักษณะเด่นของหูชั้นนอกอักเสบ ส่วนหูชั้นกลางอักเสบมักตามหลังหวัด มีไข้ได้บ่อย และไม่ได้เจ็บมากขึ้นเมื่อดึงใบหู · แต่การแยกให้แน่นอนต้องให้แพทย์ส่องตรวจหู

เป็นหูชั้นนอกอักเสบ ว่ายน้ำได้เมื่อไร?

ควรงดว่ายน้ำระหว่างที่ยังรักษาอยู่ และกลับไปว่ายเมื่ออาการหายและแพทย์บอกว่าทำได้ · หลังจากนั้นให้ป้องกันด้วยการไล่น้ำออกจากหูทุกครั้ง ใช้ที่อุดหูสำหรับว่ายน้ำ และไม่แคะหู

หยอดน้ำมันมะกอกหรือแอลกอฮอล์ในหูเองได้ไหม?

ไม่ควรทำเองระหว่างที่หูอักเสบ โดยเฉพาะถ้ายังไม่รู้ว่าแก้วหูปกติหรือไม่ เพราะอาจระคายเคืองหรือเป็นอันตรายต่อหูชั้นกลาง · การเลือกยาหยอดควรให้แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

กินวิตามินซีช่วยให้หูหายเร็วขึ้นไหม?

ไม่มีหลักฐานว่าวิตามินซีหรืออาหารเสริมใดรักษาการติดเชื้อในหู การรักษาหลักคือยาหยอดหูตามแพทย์สั่งและให้หูแห้ง · วิตามินซีและซิงค์เป็นสารอาหารพื้นฐานที่เกี่ยวกับการทำงานตามปกติของภูมิคุ้มกัน ถ้าจะกินให้กินตามที่ฉลากระบุ

Lipo C ราคาเท่าไร ซื้อได้ที่ไหน?

สอบถามราคาและรายละเอียดล่าสุดได้ทาง LINE @blb.co.th หรือโทร 062-353-9895 ทีมงานช่วยดูได้ว่าเหมาะกับโจทย์ของเราหรือไม่ และช่วยดูว่าเข้ากับยาหรือวิตามินที่กินอยู่หรือไม่ · ควรซื้อจากช่องทางทางการของแบรนด์ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีเลข อย. และล็อตผลิตตรวจสอบได้

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ไม่มีอาหารเสริมตัวใดที่รักษาหรือป้องกันหูชั้นนอกอักเสบ ฆ่าเชื้อในหู หรือใช้แทนยาหยอดหูที่แพทย์สั่งได้ — หูชั้นนอกอักเสบดูแลด้วยยาหยอดหูตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ยาแก้ปวด และการรักษาช่องหูให้แห้ง อาหารเสริมเป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพทั่วไปในภาพรวม ไม่เกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อ
  • ปวดหูรุนแรงมาก มีไข้ ใบหูหรือหลังหูบวมแดงลาม หน้าเบี้ยว หรือได้ยินลดลงมาก ต้องพบแพทย์โดยเร็ว · ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ที่ปวดหูเรื้อรังหรือมีหนองไหลนาน ต้องพบแพทย์เร็ว เพราะเสี่ยงหูชั้นนอกอักเสบชนิดลุกลาม (malignant / necrotizing otitis externa) ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรง · ผู้ที่เคยแก้วหูทะลุ ใส่ท่อระบายในแก้วหู หรือเคยผ่าตัดหู ห้ามหยอดยาเอง ห้ามให้น้ำเข้าหู และห้ามใช้คอตตอนบัด ให้แพทย์ประเมินก่อน
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ห้ามใช้คอตตอนบัด ไม้แคะ กิ๊บ หรือสอดสิ่งใดเข้าไปในช่องหู · ห้ามหยอดยา น้ำมัน แอลกอฮอล์ หรือสมุนไพรเองถ้าเคยแก้วหูทะลุ ใส่ท่อในแก้วหู หรือเคยผ่าตัดหู · ใช้ยาหยอดหูตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำเท่านั้น
  • Lipo C เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป ไม่ได้รักษาการติดเชื้อในหูและไม่ใช้แทนยาหยอดหูหรือยาที่แพทย์สั่ง · มีซิงค์ 37.5 มก. ต่อแคปซูล ไม่ควรกินซ้อนกับวิตามินรวมหรือซิงค์เสริมตัวอื่น · กินตามที่ฉลากระบุ
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. American Academy of Otolaryngology–Head and Neck Surgery (AAO-HNS) — Clinical Practice Guideline: Acute Otitis Externa
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Swimmer’s Ear (Otitis Externa)
  3. NHS — Otitis Externa
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →