แปะก๊วย vs ซิติโคลีน ต่างกันยังไง? สมุนไพรเรื่องการไหลเวียนกับวัตถุดิบสร้างเซลล์สมอง งานวิจัยความจำพบอะไร กินคู่กันได้ไหม กินตอนไหน และเรื่องเลือดออกง่ายที่ต้องรู้

แปะก๊วย (Ginkgo biloba) กับซิติโคลีน (Citicoline หรือ CDP-choline) ถูกขายในโจทย์เดียวกันคือความจำและสมาธิ แต่เป็นสารคนละประเภท หลักฐานคนละทิศ และความเสี่ยงไม่เหมือนกัน — แปะก๊วย เป็นสารสกัดจากใบที่มีฟลาโวนอยด์และเทอร์พีนแลกโทน ถูกศึกษาเรื่องการไหลเวียนเลือดและความจำมานาน แต่ งาน GEM ในผู้สูงอายุกว่า 3,000 คนที่ติดตามราว 6 ปี ไม่พบว่าลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม และแปะก๊วยมีข้อกังวลเรื่องเลือดออกง่ายเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด · ซิติโคลีน แตกตัวเป็นโคลีนและไซทิดีน ใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน งานใหม่ในผู้สูงอายุที่ความจำถดถอยตามวัยพบผลบวกเล็กน้อย · กินคู่กันได้ในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ได้กินยาประจำ แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ยา และไม่ได้ป้องกันสมองเสื่อม

3,069 คน
ผู้สูงอายุในงาน GEM
ติดตามราว 6 ปี (ผลลบ)
500 มก.
ซิติโคลีนในงานผู้สูงอายุ
12 สัปดาห์ (ผลบวกเล็กน้อย)
24% / 6%
ฟลาโวนอยด์ / เทอร์พีนแลกโทน
ในสารสกัดแปะก๊วยมาตรฐาน

บทความนี้ไม่ได้อธิบายแต่ละตัวซ้ำ (อ่านได้ที่ แปะก๊วย คืออะไร และ ซิติโคลีน คืออะไร) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองตัวนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือกลไกต่างกันตรงไหน · เรื่องที่สามคืองานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร · เรื่องที่สี่คือเลือกตามโจทย์ · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และเรื่องเลือดออกง่าย · ถ้าอยากเทียบซิติโคลีนกับสารบำรุงสมองอีกตัว อ่าน ซิติโคลีน vs ฟอสฟาทิดิลซีรีน

1 ตารางเทียบตรง ๆ: แปะก๊วย vs ซิติโคลีน

ประเด็น แปะก๊วย (Ginkgo biloba) ซิติโคลีน (CDP-choline)
เป็นสารกลุ่มไหน สารสกัดสมุนไพรจากใบ สารตัวกลางที่ร่างกายสร้างเองในการสร้างฟอสโฟลิพิด
สารสำคัญ ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ 24% และเทอร์พีนแลกโทน 6% (สารสกัดมาตรฐานแบบ EGb 761) โคลีนและไซทิดีน (เปลี่ยนเป็นยูริดีน)
แนวคิดหลัก การไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก ต้านอนุมูลอิสระ ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด วัตถุดิบสร้างเยื่อหุ้มเซลล์และอะเซทิลโคลีน
ขนาดที่งานวิจัยใช้ 120–240 มก. ต่อวัน แบ่ง 2 มื้อ 250–500 มก. ต่อวัน
ภาพรวมหลักฐาน งานใหญ่ระยะยาวให้ผลลบเรื่องป้องกันสมองเสื่อม งานเรื่องความจำในคนสุขภาพดีผลไม่สม่ำเสมอ ผลบวกเล็กน้อยในผู้สูงอายุที่ความจำถดถอยตามวัย
ปฏิกิริยากับยา ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากันชัก และยาบางตัวที่ผ่านตับ ยาสมองเสื่อมกลุ่มโคลีนเอสเทอเรส เลโวโดปา (ทางทฤษฎี)
ผลข้างเคียงเด่น ปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วน เวียนหัว ผื่น เลือดออกง่าย ปวดหัว คลื่นไส้ นอนไม่หลับในบางราย

สรุปสั้น ๆ คือ แปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่มีความเสี่ยงเรื่องเลือดและยามากกว่า ส่วน ซิติโคลีนเป็นสารที่ร่างกายรู้จักอยู่แล้วและทนได้ดีกว่า · ทั้งสองตัวไม่ใช่สารกระตุ้นแบบคาเฟอีน และงานส่วนใหญ่ประเมินผลหลังกินต่อเนื่องหลายสัปดาห์

2 กลไกต่างกันตรงไหน

  • แปะก๊วย — ทำงานที่หลอดเลือดและเกล็ดเลือด สารเทอร์พีนแลกโทนกลุ่มกิงโกไลด์ยับยั้งสาร PAF ที่เกี่ยวกับการจับตัวของเกล็ดเลือด ส่วนฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ · แนวคิดคือช่วยการไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก รวมถึงในสมอง · กลไกเดียวกันนี้คือที่มาของข้อกังวลเรื่องเลือดออกง่าย รายละเอียดอ่านที่ โทษของแปะก๊วย
  • ซิติโคลีน — ส่งวัตถุดิบสองต่อ ส่วนโคลีนใช้สร้างอะเซทิลโคลีนและฟอสฟาทิดิลโคลีนในเยื่อหุ้มเซลล์ ส่วนไซทิดีนเปลี่ยนเป็นยูริดีน ซึ่งเป็นอีกวัตถุดิบของเยื่อหุ้มเซลล์ · ซิติโคลีนจึงต่างจากโคลีนทั่วไปตรงที่ให้วัตถุดิบมากกว่าหนึ่งตัว ดูโคลีนรูปแบบต่าง ๆ ที่ โคลีนกับสมอง

สองตัวนี้จึง ไม่ได้ทำงานในทางเดียวกัน — ตัวหนึ่งเกี่ยวกับ “ท่อส่ง” อีกตัวเกี่ยวกับ “วัตถุดิบ” · ข้อที่ควรรู้คือ เมล็ดแปะก๊วยที่ใช้ในอาหารจีนต่างจากสารสกัดใบ เมล็ดดิบหรือกินมากมีสารที่ทำให้ชักได้ โดยเฉพาะในเด็ก

3 งานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร

หัวข้อ แปะก๊วย ซิติโคลีน
ป้องกันภาวะสมองเสื่อม งาน GEM (DeKosky 2008, JAMA) 240 มก. ต่อวันในผู้สูงอายุ 3,069 คน ติดตามราว 6 ปี ไม่ลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม และงานต่อเนื่อง (Snitz 2009) ไม่พบว่าชะลอความจำถดถอย ไม่มีงานใหญ่ที่แสดงว่าป้องกันได้
ความจำในผู้สูงอายุที่ถดถอยตามวัย Cochrane (2009) สรุปว่าหลักฐานไม่สม่ำเสมอและไม่น่าเชื่อถือพอ Nakazaki และคณะ (2021) วันละ 500 มก. 12 สัปดาห์ พบคะแนนความจำเหตุการณ์ดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาหลอก
ความสนใจในผู้ใหญ่สุขภาพดี ผลไม่สม่ำเสมอ งานขนาดเล็ก (McGlade 2012) พบผลในแบบทดสอบความสนใจบางแบบหลัง 28 วัน
ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ไม่มีบทบาทในการรักษา งาน ICTUS (Dávalos 2012) ในผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ไม่พบว่าช่วยการฟื้นตัว

ข้อที่ควรรู้คือ ผลที่พบเป็นระดับเล็กในแบบทดสอบ ไม่ใช่การเปลี่ยนชีวิต · สิ่งที่มีผลต่อความจำมากกว่าคือการนอนให้พอ การออกกำลังกาย การคุมความดันและน้ำตาล และการรักษาการได้ยินที่ลดลง · ภาพรวมสารบำรุงสมองทุกตัวอ่านที่ สารบำรุงสมอง ช่วยได้จริงไหม

4 เลือกตามโจทย์: ตัวไหนเหมาะกับใคร

สถานการณ์ ตัวที่มักถูกพิจารณา เหตุผล
วัย 50+ รู้สึกขี้ลืมขึ้นตามวัย ใช้ชีวิตได้ปกติ ซิติโคลีน มีงานใหม่ที่ผลบวกเล็กน้อย และปฏิกิริยากับยาน้อยกว่า
กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด แอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด เลี่ยงแปะก๊วย เสี่ยงเลือดออกง่าย ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทุกกรณี
มีนัดผ่าตัด ทำฟัน ส่องกล้อง หยุดแปะก๊วยตามที่แพทย์แนะนำ แจ้งแพทย์ล่วงหน้าว่ากินแปะก๊วยอยู่
มีประวัติชัก เลี่ยงแปะก๊วย มีรายงานชักที่สัมพันธ์กับแปะก๊วย
อยากเลือกสมุนไพรบำรุงสมองตัวอื่น เทียบกับพรมมิ ดูความต่างที่ พรมมิ vs แปะก๊วย
ความจำแย่ลงเร็ว หลงทาง ใช้ชีวิตลำบาก พบแพทย์ก่อน ต้องหาสาเหตุ เช่น ขาดวิตามินบี 12 ไทรอยด์ต่ำ ซึมเศร้า หรือผลจากยา

ข้อสังเกตเรื่องฉลาก — แปะก๊วยในสูตรรวมหลายสารมักมีปริมาณน้อยกว่า 120 มก. และไม่ได้ระบุว่าเป็นสารสกัดมาตรฐาน ส่วนคำว่า “โคลีน” บนฉลากอาจเป็นโคลีนไบทาร์เทรต ซิติโคลีน หรือ Alpha-GPC ซึ่งเป็นคนละรูปแบบกัน

BLB K เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพที่ใส่สารดูแลสมองและพลังงานไว้ในซองเดียว — วิตามินบีรวม PANMOL® 400 มก. โคลีนไบทาร์เทรต 350 มก. แอล-ฟีนิลอะลานีน 350 มก. ชาเขียว 350 มก. เจียวกู่หลาน 450 มก. ดี-ไรโบส 217 มก. พร้อมแอล-ไทโรซีน แปะก๊วย โคเอนไซม์คิวเท็น และใยอาหารโพลีเดกซ์โทรส 2,750 มก. · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0053 และผ่านการรับรองฮาลาล · BLB K มีแปะก๊วยในสูตร แต่ไม่มีซิติโคลีน · แหล่งโคลีนใน BLB K คือ โคลีนไบทาร์เทรต 350 มก. ซึ่งเป็นโคลีนคนละรูปแบบกับซิติโคลีน จึงไม่ควรนำผลงานวิจัยของซิติโคลีนมาใช้กับ BLB K · แปะก๊วยในซองเป็นส่วนเสริมร่วมกับวิตามินบีรวม แอล-ไทโรซีน และชาเขียว ไม่ใช่ขนาด 120–240 มก. ของสารสกัดมาตรฐานแบบงานวิจัย · ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือกำลังจะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีแปะก๊วย · BLB K เป็นกาแฟที่มีคาเฟอีน ควรดื่มช่วงเช้า · ชงวันละ 1 ซองตามที่ฉลากระบุ

5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน

ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำ กินคู่กันได้ เพราะทำงานคนละทาง และไม่มีปฏิกิริยาระหว่างสองตัวที่ทราบ แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่ารวมกันแล้วได้ผลมากกว่าตัวเดียว หลักการกินคือ

  • แปะก๊วยกินพร้อมอาหาร แบ่ง 2 มื้อ — ลดอาการท้องไส้ปั่นป่วน รายละเอียดที่ แปะก๊วย กินตอนไหน
  • ซิติโคลีนกินช่วงเช้าหรือกลางวัน — บางคนนอนหลับยากถ้ากินตอนเย็น รายละเอียดที่ ซิติโคลีน กินตอนไหน
  • ให้เวลาอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ — งานส่วนใหญ่ประเมินผลที่ระยะนี้ ถ้าไม่รู้สึกต่างเลยหลังจากนั้น ไม่ควรเพิ่มขนาดเอง
  • แจ้งแพทย์และทันตแพทย์ทุกครั้งว่ากินแปะก๊วย — โดยเฉพาะก่อนผ่าตัดหรือถอนฟัน
  • นับโคลีนรวมจากทุกแหล่ง — ระดับสูงสุดที่รับได้ของโคลีนในผู้ใหญ่คือ 3,500 มก. ต่อวัน

6 เรื่องเลือดออกง่ายและใครควรปรึกษาแพทย์

กลุ่ม ข้อกังวล ควรทำอย่างไร
กินวาร์ฟาริน ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ แอสไพริน โคลพิโดเกรล แปะก๊วยมีรายงานเลือดออกเมื่อใช้ร่วม ห้ามเริ่มแปะก๊วยเอง ปรึกษาแพทย์
กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ประจำ เสริมความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะ ปรึกษาเภสัชกร
โรคลมชัก หรือกินยากันชัก แปะก๊วยมีรายงานชักและอาจลดผลยากันชักบางตัว เลี่ยงแปะก๊วย
กินยาสมองเสื่อม ยาพาร์กินสัน ซิติโคลีนอาจเสริมหรือรบกวนผลของยา ห้ามเพิ่มเอง ปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
กินยาเบาหวาน ยาจิตเวช แปะก๊วยอาจมีผลต่อระดับยาบางตัว ปรึกษาแพทย์ก่อน
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ข้อมูลความปลอดภัยจำกัด และแปะก๊วยอาจเพิ่มเลือดออกช่วงคลอด ไม่ควรใช้เอง

ถ้ากินแปะก๊วยแล้วมี เลือดกำเดาไหลบ่อย ช้ำง่าย เลือดออกตามไรฟัน หรือประจำเดือนมามากขึ้น ให้หยุดและปรึกษาแพทย์

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แปะก๊วยกับซิติโคลีนต่างกันยังไง?

แปะก๊วยเป็นสารสกัดจากใบสมุนไพร ศึกษาเรื่องการไหลเวียนเลือดและความจำ แต่งานใหญ่ระยะยาวไม่พบว่าป้องกันสมองเสื่อม และมีข้อกังวลเรื่องเลือดออกง่าย ส่วนซิติโคลีนเป็นวัตถุดิบที่แตกตัวเป็นโคลีนและไซทิดีน มีงานในผู้สูงอายุที่ความจำถดถอยตามวัยพบผลบวกเล็กน้อย

แปะก๊วย คือ อะไร?

คือสารสกัดจากใบต้น Ginkgo biloba สารสกัดมาตรฐานมีฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ 24% และเทอร์พีนแลกโทน 6% งานวิจัยมักใช้วันละ 120–240 มก. แบ่ง 2 มื้อ

ซิติโคลีน คือ อะไร?

คือสาร CDP-choline ที่ร่างกายสร้างเองในกระบวนการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อกินเป็นอาหารเสริมจะแตกตัวเป็นโคลีนและไซทิดีน งานวิจัยมักใช้วันละ 250–500 มก.

แปะก๊วยกับซิติโคลีนกินคู่กันได้ไหม?

ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำกินคู่กันได้ เพราะทำงานคนละทาง แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่าได้ผลมากกว่าตัวเดียว ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากันชัก หรือยาสมองเสื่อมต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

แปะก๊วยและซิติโคลีนกินตอนไหนดี?

แปะก๊วยกินพร้อมอาหารแบ่ง 2 มื้อเพื่อลดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ส่วนซิติโคลีนกินช่วงเช้าหรือกลางวันเพราะบางคนนอนหลับยากถ้ากินตอนเย็น ควรกินต่อเนื่อง 8–12 สัปดาห์ก่อนประเมิน

ตัวไหนช่วยความจำได้ดีกว่า?

ยังไม่มีงานที่เทียบตรง ๆ ซิติโคลีนมีงานใหม่ในผู้สูงอายุที่ความจำถดถอยตามวัยพบผลบวกเล็กน้อย ส่วนแปะก๊วยงานใหญ่หลายปีไม่พบว่าป้องกันสมองเสื่อมหรือชะลอความจำถดถอย

โทษของแปะก๊วยและซิติโคลีนมีอะไรบ้าง?

แปะก๊วยอาจทำให้ปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วน เวียนหัว และเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงมีรายงานชัก ส่วนซิติโคลีนอาจทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ หรือนอนไม่หลับในบางราย

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • แปะก๊วยและซิติโคลีนไม่ใช่ยาบำรุงสมองที่ใช้เองได้ ไม่ได้รักษาหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง หรือสมาธิสั้น · ผลที่พบในงานวิจัยเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแบบทดสอบ และงานใหญ่ที่ติดตามหลายปีของแปะก๊วยให้ผลลบ
  • แปะก๊วยไม่ใช่สิ่งที่ป้องกันภาวะสมองเสื่อม และไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าทำให้ความจำของคนสุขภาพดีดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ — งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามหลายปีไม่พบว่าลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม · ความจำที่แย่ลงเร็วผิดปกติต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ใช่เรื่องที่หาแปะก๊วยมากินเองแล้วรอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ช้ำเขียวง่ายผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือตามัวข้างเดียวทันที ในผู้ที่กินแปะก๊วย ต้องหยุดและไปโรงพยาบาลทันที · และผู้ที่มีประวัติชักหรือโรคลมชักไม่ควรใช้แปะก๊วยโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • หลงลืมเพิ่มขึ้นเร็วภายในไม่กี่เดือน สับสนเฉียบพลัน พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว ต้องโทร 1669 ทันที ไม่ใช่เรื่องที่ซื้อสารบำรุงสมองมากินแล้วรอดู · ซิติโคลีนที่ใช้ในโรงพยาบาลเป็นการรักษาที่แพทย์ตัดสินใจ ห้ามใช้แทนหรือหยุดยาเอง
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากันชัก ยาสมองเสื่อม หรือมีนัดผ่าตัด ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มแปะก๊วยหรือซิติโคลีน
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. DeKosky ST, et al. Ginkgo biloba for prevention of dementia: a randomized controlled trial. JAMA. 2008;300(19):2253-2262
  2. Snitz BE, et al. Ginkgo biloba for preventing cognitive decline in older adults: a randomized trial. JAMA. 2009;302(24):2663-2670
  3. Birks J, Grimley Evans J. Ginkgo biloba for cognitive impairment and dementia. Cochrane Database Syst Rev. 2009
  4. Nakazaki E, et al. Citicoline and memory function in healthy older adults: a randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial. J Nutr. 2021;151(8):2153-2160
  5. McGlade E, et al. Improved attentional performance following citicoline administration in healthy adult women. Food and Nutrition Sciences. 2012
  6. Dávalos A, et al. Citicoline in the treatment of acute ischaemic stroke: an international, randomised, multicentre, placebo-controlled study (ICTUS trial). Lancet. 2012;380(9839):349-357
  7. National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). Ginkgo
  8. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →