บิลเบอร์รี vs ลูทีน ต่างกันยังไง? แอนโทไซยานินกับเม็ดสีจอตา ตัวไหนเหมาะกับตาล้าจากจอ ตัวไหนเรื่องจอประสาทตา กินคู่กันได้ไหม กินตอนไหน

บิลเบอร์รี (Bilberry) กับลูทีน (Lutein) ถูกใช้ในอาหารเสริมดวงตาทั้งคู่ แต่เป็นสารคนละกลุ่มและทำงานคนละตำแหน่ง — ลูทีน เป็นแคโรทีนอยด์สีเหลืองที่ร่างกายนำไปสะสมใน จุดรับภาพชัด (macula) ของจอตา ร่วมกับซีแซนทีน ทำหน้าที่เหมือนฟิลเตอร์กรองแสงสีฟ้าและต้านอนุมูลอิสระ มีงานใหญ่ AREDS2 ที่ใช้ลูทีน 10 มก. ร่วมกับซีแซนทีน 2 มก. ในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมระยะกลาง · บิลเบอร์รี เป็นผลเบอร์รีสีน้ำเงินเข้มที่มี แอนโทไซยานิน ซึ่งเกี่ยวกับหลอดเลือดขนาดเล็กและการฟื้นตัวของเม็ดสีรับแสง หลักฐานเรื่องตาล้าจากการใช้จอมาจากงานขนาดเล็ก ส่วนเรื่อง “มองในที่มืดดีขึ้น” งานที่ออกแบบดีไม่พบผล · ถ้าโจทย์คือสุขภาพจอตาระยะยาว ลูทีนมีหลักฐานชัดกว่า · กินคู่กันได้ และทั้งคู่ไม่ใช้แทนการพักสายตาหรือแว่นตา

10 มก. + 2 มก.
ลูทีน + ซีแซนทีน
สูตร AREDS2
จุดรับภาพ
ลูทีน
สะสมใน macula
งานเล็ก
บิลเบอร์รี
หลักฐานเรื่องตาล้า

บทความนี้ไม่ได้อธิบายแต่ละตัวซ้ำ (อ่านได้ที่ บิลเบอร์รี คืออะไร และ ลูทีนและซีแซนทีน คืออะไร) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองตัวนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือทำงานกับดวงตาต่างกันตรงไหน · เรื่องที่สามคืองานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร · เรื่องที่สี่คือเลือกตามโจทย์ · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และข้อควรระวัง · ถ้ากำลังเทียบลูทีนกับแคโรทีนอยด์อีกตัว อ่าน ลูทีน vs แอสตาแซนธิน

1 ตารางเทียบตรง ๆ: บิลเบอร์รี vs ลูทีน

ประเด็น บิลเบอร์รี ลูทีน
สารประเภท สารสกัดผลไม้ สารสำคัญคือแอนโทไซยานิน (ฟลาโวนอยด์สีม่วง) แคโรทีนอยด์สีเหลือง กลุ่มแซนโทฟิลล์
ละลายใน น้ำ ไขมัน ต้องกินพร้อมมื้อที่มีไขมัน
อยู่ตรงไหนของตา ไม่สะสมเป็นโครงสร้างในตา ทำงานผ่านหลอดเลือดและการต้านอนุมูลอิสระ สะสมในจุดรับภาพชัดของจอตาและเลนส์ตา
แหล่งอาหาร บิลเบอร์รี บลูเบอร์รี องุ่นดำ มัลเบอร์รี คะน้า ผักโขม ผักบุ้ง บรอกโคลี ไข่แดง ข้าวโพด
ขนาดที่งานวิจัยใช้บ่อย สารสกัดราว 160–480 มก. ต่อวัน (มาตรฐานแอนโทไซยานินราว 25–36%) 10 มก. ต่อวัน (บางงาน 6–20 มก.)
ระยะเวลาก่อนประเมิน 4–8 สัปดาห์ในงานเรื่องตาล้า เม็ดสีจอตาเพิ่มช้า ใช้หลายเดือน
ระดับหลักฐาน จำกัด งานส่วนใหญ่ขนาดเล็ก สูงกว่า มีงานขนาดใหญ่ระยะยาว (ในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อม)

สรุปสั้น ๆ คือ ลูทีนเป็น “ส่วนประกอบ” ของจอตา ส่วน บิลเบอร์รีเป็น “ตัวช่วยจากภายนอก” ที่ไม่ได้สะสมเป็นโครงสร้างของตา สองตัวจึงไม่ได้ทำงานแทนกัน

2 ทำงานกับดวงตาต่างกันตรงไหน

  • ลูทีน — ฟิลเตอร์ในจุดรับภาพ จุดรับภาพชัดของจอตามีสีเหลืองเพราะมีลูทีน ซีแซนทีน และเมโซ-ซีแซนทีนสะสมอยู่ เรียกว่าเม็ดสีจุดรับภาพ (macular pigment) เม็ดสีนี้ดูดซับแสงสีฟ้าคลื่นสั้นก่อนถึงเซลล์รับแสง และต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสง ร่างกายสร้างลูทีนเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร คนที่กินผักใบเขียวน้อยมักมีเม็ดสีนี้ต่ำกว่า
  • บิลเบอร์รี — หลอดเลือดขนาดเล็กและการฟื้นตัวของเม็ดสีรับแสง แนวคิดคือแอนโทไซยานินช่วยหลอดเลือดฝอยในตา ต้านอนุมูลอิสระ และสนับสนุนการสร้างโรดอปซิน ซึ่งเป็นเม็ดสีรับแสงในที่มืดขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากห้องทดลองและสัตว์ทดลอง

ตำนานที่คนพูดถึงบิลเบอร์รีบ่อยที่สุดคือ “นักบินสมัยสงครามโลกกินแยมบิลเบอร์รีแล้วมองกลางคืนได้ดีขึ้น” เรื่องนี้ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และงานทดลองที่ออกแบบดีภายหลังไม่ยืนยัน · อาการตาล้าจากหน้าจอส่วนใหญ่มาจากการกระพริบตาน้อยลงและการเพ่งระยะใกล้นาน ไม่ใช่จากการขาดสารตัวใด อ่านเพิ่มที่ แสงสีฟ้ากับอาการตาล้า

3 งานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร

หัวข้อ บิลเบอร์รี ลูทีน
จอประสาทตาเสื่อม (AMD) ไม่มีงานขนาดใหญ่ งาน AREDS2 (2013) ในผู้ป่วย AMD ระยะกลาง พบว่าใช้ลูทีน+ซีแซนทีนแทนเบต้าแคโรทีนในสูตรได้ และกลุ่มที่กินผักใบเขียวน้อยได้ประโยชน์ชัดกว่า
มองในที่มืด การทบทวนของ Canter และ Ernst (2004) พบว่างานที่ออกแบบเข้มงวดไม่พบผล ไม่ใช่โจทย์หลัก
ตาล้าจากการใช้จอ มีงานขนาดเล็กในญี่ปุ่นที่พบว่าอาการตาล้าบางด้านดีขึ้น ยังต้องการงานยืนยัน มีงานที่พบว่าเม็ดสีจอตาเพิ่มขึ้นและค่าการมองบางด้าน เช่น ความไวต่อแสงจ้า ดีขึ้นในคนใช้จอมาก
ต้อกระจก ไม่มีหลักฐานชัด งานเชิงสังเกตพบคนกินลูทีนจากอาหารมากมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่งานทดลองยังไม่ยืนยัน
ความปลอดภัย ปลอดภัยในรูปผลไม้ สารสกัดข้อมูลระยะยาวจำกัด ปลอดภัยในขนาดที่งานวิจัยใช้ ขนาดสูงมากอาจทำให้ผิวเหลือง

ข้อที่ต้องแยกให้ออกคือ AREDS2 ทำในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมระยะกลางที่อยู่ในการดูแลของจักษุแพทย์ ไม่ใช่งานที่บอกว่าคนทั่วไปกินลูทีนแล้วจะไม่เป็นโรค · อีกข้อคือสูตรเดิมที่มีเบต้าแคโรทีนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดในคนที่สูบบุหรี่ ลูทีนจึงถูกใช้แทน

4 เลือกตามโจทย์: ตัวไหนเหมาะกับใคร

สถานการณ์ ตัวที่มักถูกพิจารณา เหตุผล
จักษุแพทย์บอกว่าเริ่มมีจอประสาทตาเสื่อม สูตรตาม AREDS2 ภายใต้คำแนะนำแพทย์ เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานรองรับ ต้องตรวจตาตามนัดด้วย
ใช้จอทั้งวัน กินผักใบเขียวน้อย เพิ่มผักใบเขียวและไข่ก่อน ลูทีนเสริมเป็นทางเลือก ลูทีนเป็นส่วนประกอบของจอตาที่ได้จากอาหารเท่านั้น
ตาล้า ตาแห้งช่วงบ่าย กฎ 20-20-20 กระพริบตา ปรับแสงจอ ก่อนอาหารเสริม สาเหตุหลักคือพฤติกรรมการใช้สายตา บิลเบอร์รีมีงานเล็กเท่านั้น
ชอบผลไม้ อยากได้สารต้านอนุมูลอิสระ บลูเบอร์รี องุ่นดำ หรือบิลเบอร์รี ได้แอนโทไซยานินจากอาหารร่วมกับใยอาหาร
มองกลางคืนไม่ชัด ขับรถกลางคืนลำบาก พบจักษุแพทย์ อาจเป็นต้อกระจก สายตาผิดปกติ หรือขาดวิตามินเอ ซึ่งบิลเบอร์รีไม่ได้แก้

อาหารที่ให้ลูทีนสูงหาง่ายในไทย คือ คะน้า ผักโขม ผักบุ้ง ใบตำลึง บรอกโคลี และไข่แดง ซึ่งไขมันในไข่แดงช่วยการดูดซึมด้วย

BLE (Balance E) เป็นผงชงก่อนนอนที่รวมฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ 300 มก. กาบา (GABA) 100 มก. น้ำพีช 100 มก. ทาร์ตเชอร์รี 20 มก. แอล-ธีอะนีน 20 มก. พร้อมสารสกัดบิลเบอร์รี องุ่น และเสาวรส · ออกแบบมาสำหรับคนที่ใช้สายตาหนักทั้งวันแล้วอยากให้ช่วงพักผ่อนมีคุณภาพ · มีเลข อย. 10-3-05764-5-0001 และผ่านการรับรองฮาลาล · BLE มีสารสกัดบิลเบอร์รีในปริมาณน้อย และไม่มีลูทีนในสูตร · บิลเบอร์รีใน BLE เป็นส่วนเสริมในสูตรผงชงก่อนนอน ร่วมกับองุ่นและเสาวรส ปริมาณตามฉลากต่ำกว่าขนาดหลายร้อยมิลลิกรัมที่งานวิจัยใช้มาก แกนของสูตรคือกาบา 100 มก. แอล-ธีอะนีน 20 มก. และทาร์ตเชอร์รี สำหรับช่วงผ่อนคลายหลังใช้สายตาทั้งวัน · ถ้าต้องการลูทีนในขนาดตามงาน AREDS2 ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุลูทีนชัดเจน หรือกินผักใบเขียวเข้มและไข่แดงเป็นประจำ · BLE ไม่ใช่ยารักษาโรคตา · ผู้ที่กินยานอนหลับหรือยาลดความดันควรปรึกษาแพทย์ก่อน · ชงวันละ 1 ซองก่อนนอนตามที่ฉลากระบุ

5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน

กินคู่กันได้ ไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างกัน และอาหารเสริมดวงตาหลายสูตรรวมสองตัวไว้ด้วยกัน เพราะทำงานคนละส่วน หลักการกินคือ

  • ลูทีนกินพร้อมมื้อที่มีไขมัน — ลูทีนละลายในไขมัน ถ้ากินตอนท้องว่างหรือกับมื้อไขมันต่ำ การดูดซึมจะลดลงมาก รายละเอียดที่ ลูทีน กินตอนไหน
  • บิลเบอร์รีกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร — ลดอาการระคายท้อง รายละเอียดที่ บิลเบอร์รี กินตอนไหน
  • ให้เวลาลูทีนหลายเดือน — เม็ดสีจอตาเพิ่มขึ้นช้า งานที่วัดเม็ดสีมักใช้เวลา 3–12 เดือน
  • นับลูทีนจากทุกผลิตภัณฑ์ — วิตามินรวมหลายยี่ห้อมีลูทีนอยู่แล้ว

ถ้าอาการตาล้าเกี่ยวกับการนอนไม่พอ การพักสายตาก่อนนอนและการนอนให้พอช่วยได้มากกว่าการเพิ่มสารตัวใดตัวหนึ่ง

6 ข้อควรระวังและใครควรปรึกษาแพทย์

กลุ่ม ข้อกังวล ควรทำอย่างไร
กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด สารสกัดบิลเบอร์รีขนาดสูงอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดในทางทฤษฎี ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัด
กินยาเบาหวาน สารสกัดใบบิลเบอร์รีอาจมีผลต่อระดับน้ำตาล ปรึกษาแพทย์ และติดตามน้ำตาล
สูบบุหรี่หรือเพิ่งเลิก สูตรดวงตาแบบเก่าบางยี่ห้อมีเบต้าแคโรทีน เลือกสูตรที่ใช้ลูทีนแทนเบต้าแคโรทีน
มีโรคตาที่รักษาอยู่ เช่น ต้อหิน เบาหวานขึ้นตา อาหารเสริมไม่ได้รักษาโรคตา รักษาและตรวจตามนัด ห้ามหยุดยาหยอดตาเอง
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ข้อมูลของสารสกัดขนาดสูงจำกัด เน้นจากอาหาร ปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม

อ่านผลข้างเคียงแต่ละตัวเพิ่มเติมที่ โทษของบิลเบอร์รี และ โทษของลูทีน

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บิลเบอร์รีกับลูทีนต่างกันยังไง?

ลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่ร่างกายนำไปสะสมในจุดรับภาพของจอตา ทำหน้าที่กรองแสงสีฟ้าและต้านอนุมูลอิสระ มีงานใหญ่ AREDS2 รองรับในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อม ส่วนบิลเบอร์รีเป็นผลเบอร์รีที่มีแอนโทไซยานิน หลักฐานในคนยังมาจากงานขนาดเล็ก

ลูทีน คือ อะไร?

คือแคโรทีนอยด์สีเหลืองที่พบในผักใบเขียวเข้มและไข่แดง ร่างกายสร้างเองไม่ได้ เมื่อกินเข้าไปจะสะสมในจุดรับภาพชัดของจอตาร่วมกับซีแซนทีน

ตัวไหนดีกว่าสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์ทั้งวัน?

ลูทีนมีงานที่พบว่าเม็ดสีจอตาเพิ่มขึ้นและค่าการมองบางด้านดีขึ้นในคนใช้จอมาก ส่วนบิลเบอร์รีมีงานขนาดเล็กเรื่องตาล้า แต่สิ่งที่ช่วยตาล้าได้มากที่สุดคือการพักสายตา กระพริบตา และปรับแสงหน้าจอ

บิลเบอร์รีกับลูทีนกินคู่กันได้ไหม?

ได้ ไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างกัน และทำงานคนละส่วนของดวงตา ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัดบิลเบอร์รี

บิลเบอร์รีและลูทีนกินตอนไหนดี?

ลูทีนควรกินพร้อมมื้อที่มีไขมัน เช่น มื้อที่มีไข่หรือน้ำมันพืช เพราะละลายในไขมัน ส่วนบิลเบอร์รีกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารเพื่อลดการระคายท้อง

บิลเบอร์รีช่วยให้มองเห็นตอนกลางคืนดีขึ้นจริงไหม?

การทบทวนงานวิจัยแบบมีกลุ่มยาหลอกพบว่างานที่ออกแบบเข้มงวดไม่พบผลต่อการมองในที่มืด ถ้ามองกลางคืนไม่ชัดควรพบจักษุแพทย์ เพราะอาจเป็นต้อกระจกหรือสายตาผิดปกติ

โทษของบิลเบอร์รีและลูทีนมีอะไรบ้าง?

ทั้งสองตัวปลอดภัยในขนาดที่งานวิจัยใช้ ลูทีนขนาดสูงมากอาจทำให้ผิวเหลือง ส่วนสารสกัดบิลเบอร์รีอาจทำให้ระคายท้อง และต้องระวังในผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาเบาหวาน

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • บิลเบอร์รีและลูทีนเป็นสารในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาหรือป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน หรือสายตาสั้น-ยาว · ผลของลูทีนในงาน AREDS2 เป็นผลในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมระยะกลางที่อยู่ในการดูแลของจักษุแพทย์ ใช้สูตรและขนาดเฉพาะ ไม่ได้แปลว่าคนทั่วไปกินแล้วจะไม่เป็นโรคตา · ไม่ใช้แทนแว่นตา การพักสายตา หรือการตรวจตาประจำปี
  • ไม่มีสารอาหารหรือการบริหารตาใดที่ทำให้เลนส์ตาที่แข็งตัวตามวัยกลับมายืดหยุ่นเหมือนเดิม แว่นสายตาหรือการแก้ไขโดยจักษุแพทย์คือสิ่งที่ได้ผลจริง
  • ตามัวลงเร็ว เห็นเส้นตรงเป็นเส้นคด เห็นจุดดำหรือเงามืดตรงกลางภาพ เห็นแสงวาบหรือจุดลอยเพิ่มขึ้นทันที หรือเหมือนมีม่านบังตา ต้องพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกหรือจอประสาทตาลอก ซึ่งการรักษาเร็วช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ · ผู้ที่มีเบาหวานควรตรวจจอประสาทตาตามนัดทุกปี แม้สายตายังดูปกติ
  • ตาแดง ปวดตา มองเห็นพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตาหลังทำงาน ต้องพบจักษุแพทย์ ไม่ควรขยี้ตาหรือหยอดยาเองโดยไม่ปรึกษา
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่มีโรคตาที่รักษาอยู่ ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มสารสกัดบิลเบอร์รีหรือลูทีน
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) Research Group. Lutein + zeaxanthin and omega-3 fatty acids for age-related macular degeneration: the AREDS2 randomized clinical trial. JAMA. 2013;309(19):2005-2015
  2. Canter PH, Ernst E. Anthocyanosides of Vaccinium myrtillus (bilberry) for night vision — a systematic review of placebo-controlled trials. Surv Ophthalmol. 2004;49(1):38-50
  3. Ma L, et al. Lutein and zeaxanthin intake and the risk of age-related macular degeneration: a systematic review and meta-analysis. Br J Nutr. 2012
  4. Ozawa Y, et al. Bilberry extract supplementation for preventing eye fatigue in video display terminal workers. J Nutr Health Aging. 2015
  5. National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). Bilberry — fact sheet
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →