น้ำมันตับปลา vs น้ำมันปลา ต่างกันยังไง? วิตามินเอ วิตามินดี และโอเมก้า-3 ตัวไหนเหมาะกับใคร คนท้องกินได้ไหม กินคู่กันได้ไหม กินตอนไหน และโทษของวิตามินเอเกิน

น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) กับน้ำมันปลา (Fish Oil) มาจากคนละส่วนของปลา และให้สารอาหารต่างกัน — น้ำมันตับปลา สกัดจากตับปลาคอด ให้โอเมก้า-3 (EPA/DHA) พร้อม วิตามินเอแบบเรตินอลสำเร็จรูป และ วิตามินดี ในปริมาณสูง — 1 ช้อนโต๊ะ (ราว 13.6 กรัม) มีวิตามินเอราว 4,000 มคก. RAE ซึ่ง เกินระดับสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่ (3,000 มคก.) · น้ำมันปลา สกัดจากเนื้อหรือทั้งตัวของปลาทะเลที่มีไขมัน เช่น แอนโชวี ซาร์ดีน แมกเคอเรล ให้ EPA/DHA เป็นหลักและแทบไม่มีวิตามินเอหรือดี · ใครต้องการโอเมก้า-3 เป็นหลัก น้ำมันปลาคุมขนาดได้ง่ายกว่า ส่วนน้ำมันตับปลาต้องนับวิตามินเอและดีรวมกับผลิตภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะ หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องเลี่ยงวิตามินเอขนาดสูง · เรื่องเวลากิน อ่าน น้ำมันปลา กินตอนไหน

ตับ vs เนื้อ
ที่มาของน้ำมัน
ต่างกันตรงนี้
A + D
น้ำมันตับปลา
มีวิตามินที่ละลายในไขมันติดมา
1995
NEJM
งานวิตามินเอสูงกับความพิการแต่กำเนิด

บทความนี้ไม่ได้อธิบายโอเมก้า-3 ซ้ำ (อ่านได้ที่ โอเมก้า-3 ควรกินเท่าไร และ น้ำมันปลา คริลล์ และสาหร่าย) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองน้ำมันนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือวิตามินเอและดีในน้ำมันตับปลา · เรื่องที่สามคืองานวิจัยและข้อกังวลด้านความปลอดภัย · เรื่องที่สี่คือเลือกอย่างไรและอ่านฉลากอย่างไร · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และข้อควรระวัง · พื้นฐานวิตามินเอ อ่าน วิตามินเอ คืออะไร

1 ตารางเทียบตรง ๆ: น้ำมันตับปลา vs น้ำมันปลา

ประเด็น น้ำมันตับปลา น้ำมันปลา
ที่มา ตับปลาคอด (บางยี่ห้อใช้ตับปลาฉลามหรือปลาอื่น) เนื้อหรือทั้งตัวของปลาทะเลที่มีไขมัน (แอนโชวี ซาร์ดีน แมกเคอเรล แซลมอน)
EPA + DHA มี ราว 2.4 กรัมต่อช้อนโต๊ะ (ข้อมูล USDA) แต่ซอฟต์เจลส่วนใหญ่ให้น้อยกว่ามาก มี ปริมาณขึ้นกับความเข้มข้น แบบทั่วไปราว 300 มก. ต่อเม็ด 1 กรัม แบบเข้มข้นมากกว่านั้น
วิตามินเอ (เรตินอล) สูง ราว 4,000 มคก. RAE ต่อช้อนโต๊ะ แทบไม่มี
วิตามินดี มี ราว 34 มคก. (1,360 IU) ต่อช้อนโต๊ะ แทบไม่มี (ยกเว้นยี่ห้อที่เติม)
ข้อดี ได้วิตามินดีพร้อมโอเมก้า-3 ในตัวเดียว คุมขนาดโอเมก้า-3 ได้ง่าย ไม่ต้องกังวลวิตามินเอสะสม
ข้อกังวลเด่น วิตามินเอเกิน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่กินวิตามินรวมร่วม เรอคาว ท้องเสีย เลือดออกง่ายขึ้นในขนาดสูงร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด

สรุปสั้น ๆ คือ น้ำมันตับปลาคือน้ำมันปลาที่มีวิตามินเอและดีแถมมาด้วย ซึ่งเป็นทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องระวัง — ห้ามกินน้ำมันตับปลาแทนน้ำมันปลาในขนาดที่ต้องการโอเมก้า-3 สูง เพราะจะได้วิตามินเอเกินก่อนได้ EPA/DHA ตามเป้า

2 วิตามินเอและดีในน้ำมันตับปลา: ทำไมต้องนับ

  • วิตามินเอแบบเรตินอลสำเร็จรูป สะสมในตับ วิตามินเอจากสัตว์ (เรตินอล) ต่างจากเบต้าแคโรทีนจากผักผลไม้ซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเท่าที่ต้องการ · เรตินอลที่ได้เกินจะสะสมในตับ ระดับสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่คือ 3,000 มคก. RAE (10,000 IU) ตามเกณฑ์ IOM ซึ่งนับรวมทุกแหล่ง ทั้งน้ำมันตับปลา วิตามินรวม ตับสัตว์ และนมเสริมวิตามิน อ่านเพิ่มที่ ระดับสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL)
  • วิตามินดีมีประโยชน์ แต่ก็มีเพดาน วิตามินดีในน้ำมันตับปลาช่วยคนที่ไม่ค่อยโดนแดด แต่ระดับสูงสุดที่รับได้ของผู้ใหญ่คือ 100 มคก. (4,000 IU) ต่อวัน · ถ้ากินน้ำมันตับปลาร่วมกับวิตามินดีเสริมอีกตัว ต้องรวมตัวเลข อ่าน วิตามินดีควรกินเท่าไร และ วิตามินดีเกินขนาด
  • ปริมาณในแต่ละยี่ห้อต่างกันมาก น้ำมันตับปลาบางยี่ห้อผ่านการกลั่นที่ทำให้วิตามินหายไปแล้วเติมกลับในปริมาณที่กำหนด บางยี่ห้อไม่ได้ระบุ · ตัวเลขจาก USDA ข้างต้นเป็นของน้ำมันตับปลาแบบน้ำ ไม่ใช่ซอฟต์เจลทุกยี่ห้อ

ดังนั้น คำถามแรกที่ต้องถามเมื่อซื้อน้ำมันตับปลา คือ “ได้วิตามินเอกี่มคก. ต่อวัน” ไม่ใช่แค่โอเมก้า-3 เท่าไร · อาการและข้อควรระวังของวิตามินเอเกิน อ่าน โทษของวิตามินเอ

3 งานวิจัยและข้อกังวลด้านความปลอดภัย

หัวข้อ น้ำมันตับปลา น้ำมันปลา
การตั้งครรภ์ Rothman และคณะ (NEJM 1995) พบว่าหญิงที่ได้วิตามินเอสำเร็จรูปจากอาหารเสริมมากกว่า 10,000 IU/วัน ช่วงต้นการตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดสูงขึ้น · หน่วยงานสาธารณสุขหลายประเทศจึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงน้ำมันตับปลา ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ตามคำแนะนำแพทย์ เพราะแทบไม่มีวิตามินเอ
กระดูก งานเชิงสังเกตใน Nurses’ Health Study (Feskanich และคณะ JAMA 2002) พบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้เรตินอลสูงต่อเนื่อง มีความเสี่ยงสะโพกหักสูงกว่า ไม่มีข้อกังวลเรื่องนี้
วิตามินดี ช่วยให้ได้วิตามินดีในคนที่โดนแดดน้อย ต้องได้วิตามินดีจากแหล่งอื่น
โอเมก้า-3 ได้ EPA/DHA แต่ขนาดถูกจำกัดด้วยวิตามินเอ เพิ่มขนาด EPA/DHA ได้ตามคำแนะนำแพทย์โดยไม่ต้องกังวลวิตามินเอ
สารปนเปื้อน ตับเป็นอวัยวะสะสมสาร ต้องเลือกยี่ห้อที่ผ่านการกลั่นและตรวจสารปนเปื้อน ต้องเลือกยี่ห้อที่ผ่านการกลั่นและตรวจค่าออกซิเดชันเช่นกัน

ข้อที่ควรรู้คือ งานเรื่องกระดูกเป็นงานเชิงสังเกตที่บอกความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุ แต่เพียงพอที่จะไม่กินเรตินอลขนาดสูงต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น · ส่วนเรื่องความสดของน้ำมัน อ่าน น้ำมันปลาเหม็นหืน อันตรายไหม

4 เลือกอย่างไร และอ่านฉลากอย่างไร

สถานการณ์ ตัวที่มักถูกพิจารณา เหตุผล
ต้องการโอเมก้า-3 เป็นหลัก น้ำมันปลา เพิ่มขนาด EPA/DHA ได้โดยไม่เพิ่มวิตามินเอ
ตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ น้ำมันปลา (ตามแพทย์) · เลี่ยงน้ำมันตับปลา วิตามินเอสำเร็จรูปขนาดสูงเกี่ยวข้องกับความพิการแต่กำเนิด
โดนแดดน้อย อยากได้วิตามินดีด้วย น้ำมันตับปลาในขนาดต่ำ หรือน้ำมันปลา + วิตามินดีแยก แยกกันทำให้คุมวิตามินเอได้ดีกว่า
กินวิตามินรวม หรือผลิตภัณฑ์บำรุงสายตาที่มีวิตามินเออยู่แล้ว น้ำมันปลา เลี่ยงวิตามินเอซ้อน
ผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน น้ำมันปลา หรือดูวิตามินเอรวมให้ต่ำ ข้อกังวลเรื่องเรตินอลสูงกับกระดูก

หลักอ่านฉลาก — น้ำมันตับปลาให้ดูวิตามินเอ (มคก. RAE หรือ IU) และวิตามินดีต่อวัน แล้วนับรวมกับวิตามินรวม · น้ำมันปลาให้ดู EPA+DHA ต่อเม็ด ไม่ใช่แค่ “น้ำมันปลา 1,000 มก.” และรูปแบบ TG/EE อ่าน โอเมก้า-3 แบบ TG vs EE · ทั้งหมดต้องมีเลข อย.

Lipo D3 ให้วิตามินดี 3 ในรูปลิโพโซม 100 มก. พร้อมสารที่ทำงานร่วมกันเรื่องกระดูก — แมกนีเซียมซิเตรต 175 มก. แมกนีเซียมออกไซด์ 50 มก. วิตามินซี 100 มก. ไฟโตสเตอรอล 20 มก. และวิตามินเค 2 · ระบุปริมาณสารสำคัญรายตัวบนฉลาก มีเลข อย. 26-1-10867-5-0048 และผ่านการรับรองฮาลาล · ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพราะมีวิตามินเค 2 · Lipo D3 ไม่ใช่น้ำมันปลาและไม่มีวิตามินเอในสูตร — ไม่มี EPA/DHA ดังนั้นถ้าต้องการโอเมก้า-3 ยังต้องได้จากปลาหรือน้ำมันปลาแยกต่างหาก · จุดที่เกี่ยวกับบทความนี้คือ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการวิตามินดีโดยไม่ต้องรับวิตามินเอสำเร็จรูปเพิ่ม ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของน้ำมันตับปลา · ตัวเลข 100 มก. คือน้ำหนักวัตถุดิบวิตามินดี 3 แบบลิโพโซม ไม่ใช่วิตามินดีสุทธิ ปริมาณสุทธิให้ดูบนฉลาก แล้วนับรวมกับน้ำมันตับปลาหรือวิตามินรวมที่กินอยู่ · ถ้ากินแมกนีเซียมแยกด้วย อ่าน แมกนีเซียม กินตอนไหน · กินวันละ 1 แคปซูลพร้อมอาหารตามที่ฉลากระบุ

5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน

กินคู่กันได้ แต่ต้องนับวิตามินเอและดีให้ไม่เกิน และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกินทั้งสองตัว หลักการคือ

  • กินพร้อมมื้อที่มีไขมัน — ทั้งโอเมก้า-3 วิตามินเอ และวิตามินดีละลายในไขมัน และช่วยลดเรอคาว รายละเอียดที่ น้ำมันปลา กินตอนไหน และ วิตามินดี กินตอนไหน
  • นับวิตามินเอรวมทุกแหล่ง — น้ำมันตับปลา + วิตามินรวม + ตับสัตว์ ไม่ให้เรตินอลเกิน 3,000 มคก. RAE/วันในผู้ใหญ่
  • ไม่เพิ่มน้ำมันตับปลาเพื่อให้ได้โอเมก้า-3 มากขึ้น — ถ้าแพทย์ให้โอเมก้า-3 ขนาดสูง ใช้น้ำมันปลาแทน
  • เด็กใช้ตามขนาดสำหรับเด็กเท่านั้น — เพดานวิตามินเอของเด็กต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก
  • ถ้ากินแมกนีเซียมร่วม — แมกนีเซียมทำงานร่วมกับวิตามินดี อ่านเรื่องเวลากินที่ แมกนีเซียม กินตอนไหน

6 ข้อควรระวังและใครควรปรึกษาแพทย์

กลุ่ม ข้อกังวล ควรทำอย่างไร
ตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ วิตามินเอสำเร็จรูปขนาดสูงในน้ำมันตับปลา ห้ามเริ่มเอง ปรึกษาแพทย์ฝากครรภ์
กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด โอเมก้า-3 ขนาดสูงอาจเพิ่มแนวโน้มเลือดออก ปรึกษาแพทย์ก่อน
กินยากลุ่มเรตินอยด์ (ยารักษาสิวชนิดกิน ยาสะเก็ดเงิน) วิตามินเอซ้อนกับยา ห้ามกินน้ำมันตับปลาร่วม
มีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์มาก ตับไวต่อวิตามินเอสะสม ปรึกษาแพทย์ก่อน
แพ้ปลา ทั้งสองตัวมาจากปลา เลี่ยง และพิจารณาโอเมก้า-3 จากสาหร่ายตามแพทย์

อ่านผลข้างเคียงเพิ่มเติมที่ โทษของน้ำมันปลา และ โทษของวิตามินเอ

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

น้ำมันตับปลากับน้ำมันปลาต่างกันยังไง?

น้ำมันตับปลาสกัดจากตับปลาคอด มีทั้ง EPA/DHA วิตามินเอ และวิตามินดี ส่วนน้ำมันปลาสกัดจากเนื้อปลาทะเล ให้ EPA/DHA เป็นหลักและแทบไม่มีวิตามินเอ ข้อกังวลหลักของน้ำมันตับปลาคือวิตามินเอเกิน

น้ำมันตับปลา คือ อะไร?

คือน้ำมันที่สกัดจากตับปลาคอด ให้โอเมก้า-3 พร้อมวิตามินเอแบบเรตินอลและวิตามินดี 1 ช้อนโต๊ะมีวิตามินเอราว 4,000 มคก. ซึ่งเกินเพดานต่อวันของผู้ใหญ่

คนท้องกินน้ำมันตับปลาได้ไหม?

ไม่ควรเริ่มเอง เพราะวิตามินเอสำเร็จรูปขนาดสูงในช่วงตั้งครรภ์เกี่ยวข้องกับความพิการแต่กำเนิด หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการโอเมก้า-3 ควรปรึกษาแพทย์เรื่องน้ำมันปลาที่ไม่มีวิตามินเอ

น้ำมันตับปลากับน้ำมันปลากินคู่กันได้ไหม?

กินคู่กันได้ แต่ต้องนับวิตามินเอและวิตามินดีรวมทุกผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกินเพดาน และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องกินทั้งสองตัว ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์

น้ำมันตับปลา กินตอนไหนดี?

กินพร้อมมื้อที่มีไขมัน เพราะโอเมก้า-3 วิตามินเอ และวิตามินดีละลายในไขมัน ช่วยการดูดซึมและลดเรอคาว

โทษของน้ำมันตับปลามีอะไรบ้าง?

ถ้าได้วิตามินเอเกินต่อเนื่องอาจปวดหัว คลื่นไส้ ผิวลอก ปวดกระดูก และเป็นพิษต่อตับ ในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อทารก นอกจากนี้ยังมีเรอคาว ท้องเสีย และเลือดออกง่ายขึ้นเมื่อกินร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด

อยากได้วิตามินดี ควรกินน้ำมันตับปลาไหม?

ได้วิตามินดีจริง แต่จะได้วิตามินเอติดมาด้วยเสมอ ถ้ากินวิตามินรวมอยู่แล้วหรือเป็นผู้หญิงที่อาจตั้งครรภ์ การกินน้ำมันปลากับวิตามินดีแยกกันมักคุมขนาดได้ง่ายกว่า

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • น้ำมันตับปลาและน้ำมันปลาไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาหรือป้องกันโรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคกระดูกพรุน ภูมิแพ้ หรือโรคใด ๆ · น้ำมันตับปลามีวิตามินเอแบบเรตินอลสำเร็จรูป ซึ่งสะสมในตับและเป็นพิษได้เมื่อได้รับเกิน — มากกว่าจึงไม่ใช่ดีกว่า · สตรีมีครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ห้ามเริ่มน้ำมันตับปลาหรือวิตามินเอขนาดสูงเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะวิตามินเอเกินเกี่ยวข้องกับความพิการแต่กำเนิด
  • ปวดหัวรุนแรงต่อเนื่อง ตาพร่ามัวหรือเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้อาเจียน ผิวลอก ปากแตก ปวดกระดูก หรือตาเหลืองตัวเหลือง ในผู้ที่กินวิตามินเอหรือน้ำมันตับปลาขนาดสูง ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที เพราะเป็นลักษณะของภาวะวิตามินเอเป็นพิษ ซึ่งรวมถึงความดันในกะโหลกศีรษะที่สูงขึ้น
  • ต้องบวกปริมาณสารตัวเดียวกันจากทุกผลิตภัณฑ์ที่กินอยู่ รวมทั้งวิตามินรวม นมผง และเครื่องดื่มเสริมสารอาหาร เพราะคนส่วนใหญ่ที่ได้รับเกินไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดจากการกินซ้อนโดยไม่รู้ตัว
  • ห้ามแบ่งหรือลดขนาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ใหญ่ให้เด็กกินเอง เพราะเด็กมีขีดจำกัดการรับวิตามินที่ละลายในไขมันและแร่ธาตุต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก และควรให้กุมารแพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากลุ่มเรตินอยด์ มีโรคตับ หรือแพ้ปลา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มน้ำมันตับปลาหรือน้ำมันปลา
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. Office of Dietary Supplements, NIH. Vitamin A and Carotenoids — Fact Sheet for Health Professionals
  2. Office of Dietary Supplements, NIH. Omega-3 Fatty Acids — Fact Sheet for Health Professionals
  3. Rothman KJ, et al. Teratogenicity of high vitamin A intake. N Engl J Med. 1995
  4. Feskanich D, et al. Vitamin A intake and hip fractures among postmenopausal women. JAMA. 2002
  5. Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for Vitamin A, Vitamin K, Arsenic, Boron, Chromium, Copper, Iodine, Iron, Manganese, Molybdenum, Nickel, Silicon, Vanadium, and Zinc. National Academies Press; 2001
  6. U.S. Department of Agriculture. FoodData Central — Fish oil, cod liver
  7. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →