โทษของเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry) มีอะไรบ้าง? ผลดิบ–ใบ–ก้านมีพิษไหม คลื่นไส้ ท้องเสีย คนเป็นโรคภูมิต้านตัวเอง–กินยากดภูมิกินได้ไหม เด็กและคนท้องกินได้หรือเปล่า และใครควรเลี่ยง

โทษของเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry, Sambucus nigra) ที่สำคัญที่สุดคือ ผลดิบหรือยังไม่สุก ใบ ก้าน และเปลือก มีสารกลุ่มไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (cyanogenic glycosides) ที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียได้ · ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผ่านความร้อนและการสกัดแล้ว ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ทนได้ดีในระยะสั้น อาจมีท้องไส้ปั่นป่วนเล็กน้อย · กลุ่มที่ต้องระวังคือ ผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตัวเองหรือกินยากดภูมิ ซึ่งควรถามแพทย์ก่อน · ส่วนหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก ข้อมูลยังไม่พอ — เด็กต้องใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กตามฉลากเท่านั้น

ดิบ = เสี่ยง
ผลดิบ ใบ ก้าน
ห้ามทำกินเอง
ระยะสั้น
ข้อมูลความปลอดภัย
ส่วนใหญ่ไม่กี่สัปดาห์
ภูมิต้านตัวเอง
กลุ่มที่ต้อง
ถามแพทย์ก่อน

เรื่องแรกคือพิษจากผลดิบ ใบ และก้าน ซึ่งต่างจากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป · เรื่องที่สองคือผลข้างเคียงจากสารสกัด ที่พบในงานวิจัย · เรื่องที่สามคือโรคภูมิต้านตัวเอง ยากดภูมิ และยาอื่น · เรื่องสุดท้ายคือเด็ก คนท้อง และน้ำตาลในไซรัป · ถ้าอยากรู้จักพืชนี้ก่อน อ่าน เอลเดอร์เบอร์รีคืออะไร ได้

1 คำตอบตรง ๆ: ผลดิบ ใบ ก้าน ของเอลเดอร์เบอร์รีมีพิษไหม

มี ส่วนต่าง ๆ ของต้นเอลเดอร์ ได้แก่ ผลที่ยังดิบหรือไม่สุก เมล็ด ใบ ก้าน กิ่ง เปลือก และราก มีสารกลุ่มไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ ซึ่งเมื่อถูกย่อยในร่างกายสามารถปล่อยสารไซยาไนด์ออกมาได้ในปริมาณเล็กน้อย อาการที่พบคือคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และถ้าได้รับมากอาจอ่อนแรง เวียนหัว

  • ผลสุกที่ผ่านความร้อน — ความร้อนช่วยทำลายสารนี้ได้มาก ไซรัปและแยมจึงต้องผ่านการต้ม
  • ผลดิบหรือผลสุกที่ไม่ได้ปรุง — ไม่ควรกินสด ๆ หรือปั่นสด
  • ใบ ก้าน กิ่ง — ไม่ควรนำมาต้มชาหรือคั้นรวมกับผล
  • เปลือกและราก — ไม่ควรใช้เด็ดขาด

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) เคยรายงานกรณีกลุ่มคนป่วยคลื่นไส้อาเจียนหลังดื่มน้ำเอลเดอร์เบอร์รีที่คั้นเองโดยมีใบและก้านปนอยู่ เป็นตัวอย่างที่ชัดว่าความเสี่ยงหลักไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่อยู่ที่การทำเองจากวัตถุดิบดิบ

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ อย่าทำเอลเดอร์เบอร์รีกินเองจากผลสดหรือต้นที่ปลูก ถ้าจะใช้ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตมาตรฐานและมีเลข อย.

2 ตาราง: ผลข้างเคียง → พบบ่อยแค่ไหน → ทำอย่างไร

อาการ / สถานการณ์ พบบ่อยแค่ไหน (เชิงคุณภาพ) ควรทำอย่างไร
ท้องไส้ปั่นป่วนเล็กน้อย จากสารสกัด พบน้อย กินพร้อมอาหาร ถ้าไม่ดีขึ้นให้หยุด
คลื่นไส้ ท้องเสีย จากสารสกัด พบประปราย ไม่กินเกินฉลาก ดื่มน้ำให้พอ
อาเจียน ปวดท้องมาก หลังกินผลดิบ ใบ หรือน้ำที่คั้นเอง พบเมื่อทำเองหรือกินผิดส่วน หยุดทันที ถ้าอาเจียนซ้ำหรืออ่อนแรง ไปโรงพยาบาล
ผื่นแพ้ พบได้ยาก หยุด ถ้าหน้าบวมหรือหายใจลำบากโทร 1669
ฟันผุ น้ำตาลเกิน จากไซรัปหวาน พบได้เมื่อกินบ่อย ดูปริมาณน้ำตาลบนฉลาก บ้วนปากหลังกิน

ในงานวิจัยที่ใช้สารสกัดจากผลเอลเดอร์เบอร์รีในผู้ใหญ่ ระยะเวลาส่วนใหญ่สั้น ตั้งแต่ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ และรายงานผลข้างเคียงไม่มาก แต่ข้อมูลการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานยังจำกัด จึงไม่ควรกินทุกวันตลอดปีโดยไม่มีเหตุผล เรื่องจังหวะเวลาที่เหมาะอ่านได้ที่ เอลเดอร์เบอร์รีกินตอนไหน

3 โรคภูมิต้านตัวเอง ยากดภูมิ และยาอื่นที่ต้องระวัง

เอลเดอร์เบอร์รีถูกศึกษาว่าอาจกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบางส่วน เช่น สารสื่อการอักเสบ (cytokines) แม้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากห้องทดลอง แต่ในทางทฤษฎี การกระตุ้นนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติอยู่แล้ว หรือคนที่ต้องกินยาเพื่อกดภูมิ

ยาหรือภาวะ ความเสี่ยง ควรทำอย่างไร
โรคภูมิต้านตัวเอง (เช่น SLE รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน) เชิงทฤษฎีอาจกระตุ้นภูมิ ทำให้โรคกำเริบ ข้อมูลในคนยังน้อย ถามแพทย์ผู้ดูแลก่อน
ยากดภูมิ (หลังปลูกถ่ายอวัยวะ หรือรักษาโรคภูมิต้านตัวเอง) อาจลดผลของยาในทางทฤษฎี ไม่ควรเริ่มเอง ต้องถามแพทย์
ยาขับปัสสาวะ เอลเดอร์มีการใช้ดั้งเดิมเรื่องขับน้ำ อาจเสริมฤทธิ์ แจ้งแพทย์หรือเภสัชกร
ยาเบาหวาน มีข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจมีผลต่อน้ำตาลในเลือด และไซรัปมีน้ำตาลสูง ติดตามค่าน้ำตาล ดูน้ำตาลบนฉลาก
ยาระบาย อาจทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้น ไม่กินพร้อมกันโดยไม่จำเป็น

คนที่กินสารเสริมภูมิหลายตัวซ้อนกัน เช่น เอลเดอร์เบอร์รี เอคินาเซีย และสารอื่นอย่าง แลคโตเฟอร์ริน คือโปรตีนจากนม ควรเริ่มทีละตัวและแจ้งแพทย์ทุกตัว เพราะการกินหลายอย่างพร้อมกันทำให้แยกไม่ออกว่าอาการที่เกิดมาจากตัวไหน

4 เด็กและหญิงตั้งครรภ์ กินได้หรือเปล่า

  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — ข้อมูลความปลอดภัยยังไม่พอ จึงไม่แนะนำให้เริ่มเอง ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแล
  • เด็ก — ใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าสำหรับเด็ก และตามขนาดบนฉลากเท่านั้น ห้ามแบ่งจากผลิตภัณฑ์ผู้ใหญ่
  • เด็กเล็ก — ปรึกษากุมารแพทย์ก่อน และไม่ใช้แทนการพาไปพบแพทย์เมื่อมีไข้
  • ไซรัปสำหรับเด็ก — มักมีน้ำตาลหรือน้ำผึ้งสูง น้ำผึ้งห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบ้านคือ ผู้ปกครองให้ไซรัปเอลเดอร์เบอร์รีทุกวันตลอดหน้าฝนเพื่อหวังให้ลูกไม่ป่วย ซึ่งยังไม่มีหลักฐานรองรับ และทำให้เด็กได้น้ำตาลเพิ่มทุกวันโดยไม่จำเป็น สิ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือการนอนพอ ล้างมือ วัคซีนตามวัย และอาหารครบหมู่

5 ขนาด ระยะเวลา และความเสี่ยงจากการกินเกิน

ผลิตภัณฑ์เอลเดอร์เบอร์รีมีหลายรูปแบบ ทั้งไซรัป เม็ดอม กัมมี่ แคปซูลสารสกัด และชา ปริมาณสารสำคัญต่างกันมากจนเทียบข้ามยี่ห้อไม่ได้

  • ยึดตามฉลาก — ไม่มีขนาดมาตรฐานเดียว ขนาดที่ปลอดภัยคือขนาดที่ผู้ผลิตระบุ
  • ระยะสั้นดีกว่า — งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ การกินทุกวันยาวนานยังไม่มีข้อมูลพอ
  • กินเกิน = ท้องไส้มากขึ้น — คลื่นไส้และท้องเสียมักชัดขึ้นเมื่อกินเกินฉลาก
  • ระวังน้ำตาล — ไซรัปและกัมมี่บางยี่ห้อมีน้ำตาลหลายกรัมต่อหน่วยบริโภค ผู้ที่คุมน้ำตาลต้องนับรวมด้วย
  • ชาเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ — ทำจากดอก ไม่ใช่ผล มีข้อควรระวังต่างกัน และไม่ควรเก็บดอกมาทำเองโดยไม่รู้ชนิดพืช

อีกข้อคือชนิดของพืช เอลเดอร์บางสายพันธุ์ เช่น เอลเดอร์ผลแดง มีสารก่อพิษมากกว่า การเก็บจากธรรมชาติหรือซื้อผลสดจากแหล่งที่ไม่ระบุชนิดจึงเสี่ยง

6 เอลเดอร์เบอร์รีกับหวัด: อะไรมีหลักฐาน อะไรยังไม่ชัด

  • ระยะเวลาอาการหวัด — มีงานวิจัยขนาดเล็กบางชิ้นรายงานว่าอาการอาจสั้นลง แต่คุณภาพงานวิจัยและขนาดกลุ่มตัวอย่างยังจำกัด
  • การกินเพื่อไม่ให้ป่วย — ยังไม่มีหลักฐานพอ ไม่ควรใช้แทนวัคซีนหรือสุขอนามัย
  • ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 — ไม่มีหลักฐานว่าเอลเดอร์เบอร์รีป้องกันหรือรักษาได้ ไม่ใช้แทนยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่ง
  • สิ่งที่มีหลักฐานชัดกว่า — พักผ่อน ดื่มน้ำ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ล้างมือ และพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง

การรู้ข้อจำกัดเหล่านี้ช่วยให้ไม่ประมาท และไม่รอดูอาการนานเกินไปเพราะเชื่อว่ากินอาหารเสริมแล้ว

Lipo C ใช้วิตามินซีรูปแบบลิโพโซม Lipo-Max™ 500 มก. ร่วมกับซิงค์ 37.5 มก. และน้ำมันรำข้าว 25.5 มก. · เทคโนโลยีลิโพโซมถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ของวิตามินซีปริมาณสูงที่รูปแบบเม็ดธรรมดามักถูกตั้งคำถาม · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0046 และผ่านการรับรองฮาลาล · Lipo C ไม่มีเอลเดอร์เบอร์รีในสูตร เป็นการดูแลภูมิคุ้มกันด้านเดียวกันผ่านวิตามินซีและซิงค์ ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายใช้ในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ · ผู้ที่แพ้อาหารควรอ่านส่วนสารก่อภูมิแพ้บนฉลาก (ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Lipo ระบุสารก่อภูมิแพ้ เช่น ปลา และถั่วเหลือง) · ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไข้หวัด · กินตามที่ฉลากระบุ

7 ใครควรเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน

  • ผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตัวเอง — ถามแพทย์ผู้ดูแลก่อน
  • ผู้ที่กินยากดภูมิ หรือเคยปลูกถ่ายอวัยวะ — ไม่ควรเริ่มเอง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — ข้อมูลไม่พอ
  • เด็ก — เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กตามฉลาก
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน — ระวังน้ำตาลในไซรัปและติดตามค่าน้ำตาล
  • ผู้ที่กินยาขับปัสสาวะหรือยาระบาย — แจ้งเภสัชกร
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Adoxaceae หรือเคยแพ้เอลเดอร์
  • ทุกคน — ห้ามกินผลดิบ ใบ ก้าน หรือทำน้ำคั้นเอง

8 เมื่อไรต้องหยุดและพบแพทย์

  • ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที — อาเจียนซ้ำ ปวดท้องรุนแรง อ่อนแรง ชา หายใจเร็ว หลังกินผลดิบ ใบ หรือน้ำที่คั้นเอง หรือมีผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก
  • พบแพทย์ — ไข้สูง หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก ซึม หรืออาการหวัดไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน
  • ติดต่อแพทย์ผู้ดูแล — ผู้ที่ใช้ยากดภูมิแล้วมีไข้ หรือโรคภูมิต้านตัวเองกำเริบ
  • พาเด็กไปพบแพทย์ — เด็กเล็กมีไข้สูง ซึม กินไม่ได้ หายใจหอบ

9 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เอลเดอร์เบอร์รีมีผลข้างเคียงไหม?

ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ทนได้ดีในระยะสั้น อาจมีคลื่นไส้หรือท้องเสียเล็กน้อย · อันตรายจริงอยู่ที่การกินผลดิบ ใบ ก้าน หรือทำน้ำคั้นเอง

ผลเอลเดอร์เบอร์รีสดกินได้ไหม?

ไม่ควรกินสดหรือปั่นสด เพราะผลดิบหรือไม่สุกมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ที่ทำให้คลื่นไส้อาเจียน · ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ผ่านความร้อนหรือการสกัดแล้ว

คนเป็นโรคภูมิต้านตัวเองกินเอลเดอร์เบอร์รีได้ไหม?

ควรถามแพทย์ผู้ดูแลก่อน เพราะเชิงทฤษฎีเอลเดอร์เบอร์รีอาจกระตุ้นภูมิและทำให้โรคกำเริบ · ผู้ที่กินยากดภูมิไม่ควรเริ่มเอง

เด็กกินเอลเดอร์เบอร์รีได้ไหม?

ใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าสำหรับเด็กและตามขนาดบนฉลาก · เด็กเล็กควรปรึกษากุมารแพทย์ และไม่ใช้แทนการพาไปพบแพทย์เมื่อมีไข้

คนท้องกินเอลเดอร์เบอร์รีได้ไหม?

ข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรยังไม่พอ จึงไม่แนะนำให้เริ่มเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

เอลเดอร์เบอร์รีกินทุกวันได้ไหม?

งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ระยะสั้น ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ ข้อมูลระยะยาวยังจำกัด · ไม่ควรกินทุกวันตลอดปีโดยไม่มีเหตุผล และระวังน้ำตาลในไซรัป

เอลเดอร์เบอร์รีกินคู่วิตามินซีได้ไหม?

กินคู่กันได้โดยทั่วไป เพราะไม่มีปฏิกิริยาที่ชัดเจนระหว่างกัน · แต่ควรดูว่าแต่ละผลิตภัณฑ์มีซิงค์หรือสารอื่นซ้อนกันหรือไม่ และกินตามฉลาก

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • เอลเดอร์เบอร์รีเป็นสารสกัดในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ไม่ใช้แทนวัคซีน ยาต้านไวรัส หรือการพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง
  • อาเจียนซ้ำ ๆ ปวดท้องรุนแรง อ่อนแรง ชา หรือหายใจเร็วผิดปกติ หลังกินผลเอลเดอร์เบอร์รีดิบ ใบ หรือน้ำที่คั้นเอง ต้องไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที · ไข้สูงเกิน 3 วัน หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก ซึม หรืออาการหวัดไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน ต้องพบแพทย์ ไม่ควรรอผลจากอาหารเสริม · ผู้ที่ใช้ยากดภูมิแล้วมีไข้ หรืออาการโรคภูมิต้านตัวเองกำเริบ ต้องติดต่อแพทย์ผู้ดูแล
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ห้ามกินผลเอลเดอร์เบอร์รีดิบ ใบ ก้าน หรือเปลือก และห้ามทำน้ำคั้นหรือชาเองจากต้นที่ปลูก ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการผลิตมาตรฐาน
  • เด็กใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กตามฉลาก และไซรัปที่มีน้ำผึ้งห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NIH National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) — European Elder
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) MMWR — Poisoning from elderberry juice
  3. NIH MedlinePlus — Elderberry
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →