วิตามินเค 2 ถูกพูดถึงมากขึ้นในกลุ่มคนที่ดูแลกระดูก และมักมาคู่กับวิตามินดี 3 บนฉลากเดียวกัน · แต่พอพลิกดูส่วนผสมจะเจอว่าบางยี่ห้อเขียน MK-4 บางยี่ห้อเขียน MK-7 และปริมาณต่างกันหลายสิบเท่า · ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่ายี่ห้อไหนโกง แต่เป็นเรื่องของเภสัชจลนศาสตร์ที่ต่างกันจริง · บทความนี้อธิบายว่าต่างกันอย่างไร อ่านฉลากอย่างไร และใครที่ห้ามใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์
เป็นที่มาของทุกความต่าง
แต่ต้องเทียบให้ถูกฐาน
ของวิตามินเคทุกรูปแบบ
วิตามินเคแบ่งเป็นเค 1 (ฟิลโลควิโนน) ที่พบมากในผักใบเขียว และเค 2 (เมนาควิโนน) ที่พบในอาหารหมักและผลิตจากแบคทีเรีย · เค 2 ยังแบ่งย่อยตามความยาวของสายข้างเป็น MK-4 จนถึง MK-13 โดยที่พบบนฉลากบ่อยที่สุดคือ MK-4 และ MK-7 · ความยาวของสายข้างเป็นตัวกำหนดว่าโมเลกุลจะเกาะกับไลโปโปรตีนในเลือดได้ดีแค่ไหน ซึ่งแปลตรงไปเป็นระยะเวลาที่คงอยู่ในกระแสเลือด · MK-4 ถูกกำจัดออกเร็วมาก ครึ่งชีวิตอยู่ในระดับชั่วโมง งานวิจัยที่ใช้ MK-4 จึงมักใช้ขนาดสูงมากและแบ่งให้หลายครั้งต่อวัน · ส่วน MK-7 อยู่ในเลือดได้นานถึงระดับวัน ทำให้ใช้ขนาดในหน่วยไมโครกรัมวันละครั้งก็ยังคงระดับในเลือดได้ · บทบาททางชีวเคมีของเค 2 คือเป็นโคแฟกเตอร์ให้เอนไซม์ที่เติมหมู่คาร์บอกซิลให้โปรตีนบางชนิด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้โปรตีนเหล่านั้นทำงานได้ · แต่การมีบทบาททางชีวเคมีที่ชัดเจนกับการอ้างสรรพคุณทางสุขภาพเป็นคนละเรื่องกัน และต้องแยกให้ออก
1 MK-4 กับ MK-7 ต่างกันตรงไหนบ้าง
- ความยาวสายข้าง — MK-4 มีหน่วยไอโซพรีน 4 หน่วย ส่วน MK-7 มี 7 หน่วย
- ครึ่งชีวิตในเลือด — MK-4 ระดับชั่วโมง ส่วน MK-7 ระดับวัน ซึ่งเป็นความต่างที่ใหญ่ที่สุด
- ขนาดที่ใช้ในงานวิจัย — MK-4 มักใช้ระดับมิลลิกรัม ส่วน MK-7 มักใช้ระดับไมโครกรัม
- แหล่งที่มา — MK-7 ในตลาดส่วนใหญ่ได้จากการหมักถั่วเหลืองด้วยเชื้อ Bacillus subtilis natto ส่วน MK-4 มักได้จากการสังเคราะห์
- สิ่งที่ควรจำ — เห็นตัวเลขต่างกันหลายสิบเท่าบนฉลากแล้วอย่าเพิ่งสรุปว่าใครให้น้อย ต้องดูว่าเป็นรูปแบบไหนก่อน
2 ทำไมมักเห็นวิตามินเค 2 คู่กับวิตามินดี 3
- วิตามินดีเกี่ยวข้องกับการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ — เป็นบทบาทที่มีหลักฐานชัดเจน
- วิตามินเคเกี่ยวข้องกับการทำงานของโปรตีนที่จับแคลเซียมในเนื้อเยื่อ — เป็นเหตุผลเชิงกลไกที่ผู้ผลิตใช้จับคู่สองตัวนี้
- ทั้งคู่เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน — จึงควรกินพร้อมมื้อที่มีไขมันเพื่อการดูดซึม
- งานวิจัยที่ใช้ทั้งคู่ร่วมกันมีอยู่ แต่ยังไม่ให้ข้อสรุปที่หนักแน่นพอ — สำหรับการอ้างผลทางคลินิกที่ชัดเจน
- สิ่งที่ควรจำ — การจับคู่ที่สมเหตุสมผลเชิงกลไก ไม่เท่ากับการพิสูจน์ผลลัพธ์ทางคลินิกแล้ว
3 ได้วิตามินเค 2 จากอาหารอะไรบ้าง
- นัตโตะ — เป็นแหล่ง MK-7 ที่เข้มข้นที่สุดที่รู้จัก แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้กินประจำ
- ชีสแข็งและชีสหมัก — ให้เมนาควิโนนหลายรูปแบบในปริมาณปานกลาง
- ตับ ไข่แดง และเนื้อสัตว์บางส่วน — ให้ MK-4 ซึ่งสัตว์เปลี่ยนมาจากเค 1 ในอาหาร
- อาหารหมักพื้นบ้าน — มีเมนาควิโนนบ้างขึ้นกับชนิดของเชื้อที่ใช้หมัก
- สิ่งที่ควรจำ — ผักใบเขียวให้เค 1 ซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็น MK-4 ได้บางส่วน การกินผักให้พอจึงยังเป็นพื้นฐาน
4 ใครห้ามใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟารินหรือยาต้านวิตามินเค — เป็นข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด เพราะวิตามินเคมีผลตรงกับกลไกของยา
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติหรือกำลังจะผ่าตัด — ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- ผู้ป่วยโรคไตที่ต้องควบคุมแร่ธาตุ — การเสริมวิตามินดีร่วมด้วยต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร — ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินที่ละลายในไขมันทุกชนิด
- สิ่งที่ควรจำ — ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกับวิตามินเคเป็นคู่ที่ต้องให้แพทย์ตัดสินเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ประเมินเอง
5 อ่านฉลากวิตามินเค 2 อย่างไร
- ดูว่าระบุรูปแบบหรือไม่ — ฉลากที่เขียนแค่ว่าวิตามินเค 2 โดยไม่บอก MK คือข้อมูลที่ไม่ครบ
- ดูหน่วยให้ดี — ไมโครกรัมกับมิลลิกรัมต่างกันพันเท่า และเป็นจุดที่คนอ่านผิดบ่อย
- ดูแหล่งที่มาถ้าแพ้ถั่วเหลือง — MK-7 จากการหมักนัตโตะอาจมีโปรตีนถั่วเหลืองตกค้าง ควรดูข้อมูลสารก่อภูมิแพ้
- ดูว่ามีวิตามินดีอยู่ด้วยไหม — เพื่อจะได้ไม่กินซ้ำซ้อนจากหลายผลิตภัณฑ์
- สิ่งที่ควรจำ — ฉลากที่บอกรูปแบบ ปริมาณ หน่วย และแหล่งที่มา คือฉลากที่ให้เราตัดสินใจได้จริง
6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
MK-7 ดีกว่า MK-4 ใช่ไหม
ไม่ได้ดีกว่ากันโดยอัตโนมัติ · MK-7 มีข้อได้เปรียบเรื่องอยู่ในเลือดนานจึงใช้วันละครั้งได้ ส่วน MK-4 ถูกใช้ในงานวิจัยบางกลุ่มที่ใช้ขนาดสูงและแบ่งมื้อ · การเลือกขึ้นกับสูตรและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
กินวิตามินเค 2 แล้วกระดูกจะแข็งแรงขึ้นใช่ไหม
ไม่ใช่ข้อสรุปที่พูดได้ · วิตามินเคมีบทบาทเชิงกลไกกับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระดูก แต่งานในคนยังไม่ให้ข้อสรุปที่หนักแน่นพอ · การดูแลกระดูกที่มีหลักฐานแน่นที่สุดยังคือการลงน้ำหนัก โปรตีนและแคลเซียมที่พอ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค
กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ กินวิตามินเค 2 ได้ไหม
ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอและห้ามเริ่มเอง · วิตามินเคมีผลโดยตรงกับกลไกของยากลุ่มต้านวิตามินเค เช่นวาร์ฟาริน และการเปลี่ยนแปลงปริมาณวิตามินเคอย่างกะทันหันมีผลต่อค่าการแข็งตัวของเลือด
แพ้ถั่วเหลืองกิน MK-7 ได้ไหม
ควรตรวจสอบข้อมูลสารก่อภูมิแพ้จากผู้ผลิตก่อน เพราะ MK-7 ส่วนใหญ่ได้จากการหมักถั่วเหลือง · แม้กระบวนการผลิตจะลดโปรตีนถั่วเหลืองลงมาก แต่ผู้ที่แพ้รุนแรงควรปรึกษาแพทย์
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ห้ามเริ่มวิตามินเคทุกรูปแบบเองเด็ดขาด ต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา
- ต้องแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัดหรือหัตถการทุกครั้งว่ากินวิตามินเคหรือวิตามินดีอยู่
- วิตามินที่ละลายในไขมันสะสมได้ จึงไม่ควรกินซ้อนกันหลายผลิตภัณฑ์โดยไม่รวมปริมาณ
- ห้ามหยุด ลด หรือปรับขนาดยาที่แพทย์สั่งเองเพราะเริ่มกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องผ่านแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements — Vitamin K fact sheet for health professionals.
- Schurgers LJ, Teunissen KJ และคณะ — Vitamin K-containing dietary supplements: comparison of synthetic vitamin K1 and natto-derived menaquinone-7. Thrombosis and Haemostasis.
- European Food Safety Authority (EFSA) — Dietary reference values for vitamin K.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: วิตามินดี ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไรให้พอดีกับร่างกาย 👉
