โทษของแลคโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลัส (L. acidophilus) มีอะไรบ้าง? ท้องอืดช่วงแรก ยาปฏิชีวนะ และใครไม่ควรกิน

แลคโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลัส (Lactobacillus acidophilus) คือแบคทีเรียสร้างกรดแล็กติกที่พบได้ตามธรรมชาติในลำไส้และช่องคลอดของคน และถูกใช้ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกมานาน · คำตอบสั้น ๆ ของคำถาม “โทษของ L. acidophilus มีอะไรบ้าง” คือ ในคนสุขภาพดีส่วนใหญ่ปลอดภัย ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ แก๊ส ผายลมบ่อย ท้องอืด และการขับถ่ายเปลี่ยนไปในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ซึ่งมักเบาลงเอง · ความเสี่ยงที่รุนแรงกว่า เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด พบน้อยมาก และเกือบทั้งหมดเกิดในผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือป่วยหนัก · ถ้ากินยาปฏิชีวนะ ให้เว้นห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และผู้ที่ภูมิต่ำมาก ใส่สายสวนหลอดเลือด หรืออยู่ใน ICU ต้องถามแพทย์ก่อนใช้โพรไบโอติกทุกชนิด · บทความนี้สรุปผลข้างเคียงแต่ละแบบ วิธีกินคู่ยา กลุ่มที่ไม่ควรกิน และวิธีเริ่มให้ท้องไม่อืด

แก๊ส · ท้องอืด
ผลข้างเคียงหลัก
ช่วงสัปดาห์แรก
เว้นยา 2 ชม.+
จากยาปฏิชีวนะ
ทุกมื้อที่กินยา
ภูมิต่ำมาก
กลุ่มที่ต้อง
ถามแพทย์ก่อน

เรื่องแรกคือผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปรับตัวของลำไส้ — เมื่อจุลินทรีย์ใหม่เข้าไป ระบบนิเวศในลำไส้จะปรับสมดุล ทำให้มีแก๊สมากขึ้นชั่วคราว ใครยังไม่คุ้นกับเชื้อตัวนี้อ่านพื้นฐานได้ที่ Lactobacillus acidophilus คืออะไร · เรื่องที่สองคือยาปฏิชีวนะฆ่าโพรไบโอติกได้ — L. acidophilus เป็นแบคทีเรีย ถ้ากินพร้อมยาปฏิชีวนะ เชื้อส่วนหนึ่งจะตายก่อนทำงาน การเว้นระยะจึงสำคัญ · เรื่องที่สามคือผลขึ้นกับสายพันธุ์ — งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้สายพันธุ์ (strain) เฉพาะ ผลของสายพันธุ์หนึ่งเหมาเป็นของทุกผลิตภัณฑ์ไม่ได้ · เรื่องสุดท้ายคือความปลอดภัยขึ้นกับคนที่กิน — ในคนสุขภาพดีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ในผู้ป่วยหนักหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง จุลินทรีย์ที่มีชีวิตทุกชนิดต้องให้แพทย์ตัดสิน

1 คำตอบตรง ๆ: โทษและผลข้างเคียงของ L. acidophilus มีอะไรบ้าง

  • แก๊สและผายลมบ่อย — พบบ่อยที่สุด มักชัดในช่วงไม่กี่วันแรกและเบาลงภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ท้องอืด แน่นท้อง — เป็นสัญญาณของการปรับตัวของลำไส้ ไม่ได้แปลว่าอันตราย
  • การขับถ่ายเปลี่ยน — บางคนถ่ายบ่อยขึ้น บางคนถ่ายแข็งขึ้นชั่วคราว
  • อาการแพ้หรือไม่สบายท้องจากส่วนผสมอื่น — บางผลิตภัณฑ์ใช้นมหรือถั่วเหลืองในกระบวนการเลี้ยงเชื้อ หรือมีพรีไบโอติกผสม ผู้ที่แพ้นมหรือแพ้ถั่วเหลืองควรอ่านฉลาก
  • การติดเชื้อจากเชื้อโพรไบโอติก — พบน้อยมาก มีรายงานเป็นกรณีในผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ใส่สายสวนหลอดเลือด หรือมีลิ้นหัวใจผิดปกติ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปต้องกังวล
  • กรดแล็กติกชนิด D สะสม — มีรายงานในผู้ที่มีภาวะลำไส้สั้น (short bowel syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

สำหรับคนทั่วไป ผลข้างเคียงเกือบทั้งหมดอยู่ในข้อ 1-3 และจัดการได้ด้วยการปรับวิธีกิน ส่วนข้อ 5-6 เป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยบางกลุ่มต้องถามแพทย์ก่อน

2 ทำไมช่วงแรกถึงท้องอืด และนานเท่าไรถึงดีขึ้น

L. acidophilus หมักน้ำตาลได้กรดแล็กติก และเมื่อเข้าไปในลำไส้จะไปเปลี่ยนสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีอยู่เดิมเล็กน้อย ระหว่างที่ระบบปรับตัว การหมักในลำไส้อาจเพิ่มขึ้นจนเกิดก๊าซ

  • ถ้ามีพรีไบโอติกในสูตรเดียวกัน — เช่น อินูลินหรือ FOS อาการแก๊สอาจมาจากพรีไบโอติกมากกว่าตัวเชื้อ
  • ถ้าเริ่มหลายอย่างพร้อมกัน — การเปลี่ยนอาหารครั้งใหญ่ เริ่มผงใยอาหาร และเริ่มโพรไบโอติกในสัปดาห์เดียว ทำให้แยกไม่ออกว่าอาการมาจากอะไร
  • ระยะเวลาที่พบบ่อย — คนส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าเกิน 3-4 สัปดาห์แล้วยังท้องอืดชัด แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นอาจไม่เหมาะ ควรหยุดหรือเปลี่ยน
  • ผู้ที่เป็นลำไส้แปรปรวน (IBS) — บางคนอาการดีขึ้น บางคนแย่ลง ผลไม่แน่นอน ควรเริ่มทีละตัวและจดบันทึกอาการ

3 กินคู่ยาปฏิชีวนะ: ต้องเว้นกี่ชั่วโมง

  • เว้นห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง — จากยาปฏิชีวนะทุกมื้อ เช่น กินยาเช้า 8 โมง กินโพรไบโอติกหลังอาหารกลางวัน
  • กินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง — โพรไบโอติกไม่ได้ใช้แทนยาปฏิชีวนะ และไม่ควรหยุดยาเองเพราะคิดว่ากินโพรไบโอติกแล้ว
  • กินต่อหลังยาหมดได้ — หลายคนกินต่ออีก 1-2 สัปดาห์หลังจบยา ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ท้องเสียระหว่างใช้ยาปฏิชีวนะ — ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งต่อวัน มีไข้ หรือถ่ายมีมูกเลือด ต้องพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการติดเชื้อในลำไส้ที่ต้องรักษาเฉพาะ โพรไบโอติกไม่ใช่ทางแก้
  • ยาต้านเชื้อรา — ไม่ได้ฆ่าแบคทีเรียโพรไบโอติกเหมือนยาปฏิชีวนะ แต่ผู้ที่ใช้ยาต้านเชื้อรามักกำลังรักษาโรคอยู่ ควรถามแพทย์ก่อนเริ่มอะไรเพิ่ม

อ่านเรื่องเวลากินโพรไบโอติกแบบละเอียดได้ที่ โพรไบโอติกกินตอนไหนดี

4 ใครไม่ควรกิน หรือต้องถามแพทย์ก่อน

กลุ่ม ระดับความระวัง เหตุผล
ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง (กำลังรับเคมีบำบัด ปลูกถ่ายอวัยวะ ใช้ยากดภูมิขนาดสูง) ต้องถามแพทย์ก่อน มีรายงานการติดเชื้อจากเชื้อโพรไบโอติกในกลุ่มนี้ แม้พบน้อย
ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หรือป่วยหนักใน ICU ต้องถามแพทย์ก่อน เชื้อมีโอกาสเข้ากระแสเลือดผ่านอุปกรณ์
โรคลิ้นหัวใจหรือใส่ลิ้นหัวใจเทียม ปรึกษาแพทย์ มีรายงานเยื่อบุหัวใจอักเสบจากแล็กโทบาซิลลัสเป็นกรณีเดี่ยว
ภาวะลำไส้สั้น ปรึกษาแพทย์ เสี่ยงกรดแล็กติกชนิด D สะสม
ทารกคลอดก่อนกำหนด ใช้เฉพาะเมื่อแพทย์สั่ง เป็นกลุ่มเปราะบาง ต้องใช้ผลิตภัณฑ์และขนาดที่แพทย์เลือก
หญิงตั้งครรภ์และให้นม ปรึกษาแพทย์ ข้อมูลโดยรวมไม่พบความเสี่ยงชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์รวมสูตรมักมีสมุนไพรอื่นด้วย
ผู้ที่แพ้นมหรือถั่วเหลือง อ่านฉลาก อาจมีส่วนผสมหรือสารตั้งต้นจากนมหรือถั่วเหลือง

สำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป L. acidophilus จัดว่ามีประวัติการใช้ที่ปลอดภัย ข้อควรระวังในตารางจึงเป็นเรื่องของกลุ่มเฉพาะ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องกลัว

5 L. acidophilus กับสุขภาพช่องคลอด: สิ่งที่งานวิจัยบอกและยังไม่บอก

  • แล็กโทบาซิลลัสในช่องคลอด — ช่องคลอดที่สมดุลมักมีแล็กโทบาซิลลัสหลายชนิดเป็นหลัก ทำให้สภาพเป็นกรดอ่อน นี่คือเหตุผลที่มีการศึกษาโพรไบโอติกในบริบทนี้
  • มีงานวิจัยศึกษา แต่ยังไม่ใช่การรักษา — มีงานวิจัยศึกษาโพรไบโอติกบางสายพันธุ์ร่วมกับการรักษามาตรฐานในเรื่องเชื้อราในช่องคลอดและภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (BV) ผลยังไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
  • สายพันธุ์สำคัญ — งานวิจัยด้านนี้หลายชิ้นใช้ L. rhamnosus หรือ L. reuteri บางสายพันธุ์ ผลจึงเหมาเป็นของ L. acidophilus ทุกผลิตภัณฑ์ไม่ได้
  • อาการที่ต้องตรวจ — ตกขาวมีกลิ่น สีผิดปกติ คันหรือแสบมาก ต้องตรวจหาสาเหตุ เพราะการติดเชื้อแต่ละชนิดใช้ยาต่างกัน

อ่านเรื่องการดูแลเชื้อราในช่องคลอดเพิ่มได้ที่ เชื้อราในช่องคลอด ดูแลตัวเองยังไง

6 วิธีเริ่มกินให้ท้องไม่อืด

  • ใช้ขนาดตามที่ฉลากระบุ — การเพิ่มขนาดเองไม่ได้ทำให้เห็นผลเร็วขึ้น แต่ทำให้ท้องอืดมากขึ้นได้
  • กินเวลาเดิมทุกวัน — ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการเลือกนาที เพราะโพรไบโอติกส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ถาวรในลำไส้
  • กินพร้อมหรือหลังอาหาร — ถ้าท้องไว การกินหลังอาหารมักสบายท้องกว่า
  • ไม่ชงกับน้ำร้อน — ถ้าเป็นผงหรือเปิดแคปซูล ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้อง ความร้อนทำให้เชื้อตายได้
  • เก็บตามฉลาก — บางผลิตภัณฑ์ต้องเก็บในที่เย็นและแห้ง ความชื้นและความร้อนลดจำนวนเชื้อที่มีชีวิต
  • เริ่มทีละตัว — ไม่เริ่มโพรไบโอติกพร้อมกับผงใยอาหารใหม่และเปลี่ยนอาหารครั้งใหญ่ในสัปดาห์เดียว
  • ประเมินที่ราว 4 สัปดาห์ — ดูความสบายท้องและการขับถ่าย ถ้าไม่ต่างหรือท้องอืดไม่หายก็ไม่จำเป็นต้องกินต่อ
BLB Y เป็นสูตรดูแลผู้หญิงที่ระบุปริมาณสารสำคัญรายตัวบนฉลาก — ตังกุย 114.8 มก. สารสกัดกุหลาบ 100 มก. สารสกัดผลพลับ PANCIL 100 มก. โพรไบโอติก Lactobacillus acidophilus และ rhamnosus อย่างละ 40 มก. ซีบัคธอร์น 33.55 มก. ซิงค์ 15 มก. พร้อมวิตามินบี 6 บี 12 วิตามินดี 3 และกรดโฟลิก · ไม่มีส่วนผสมของกวาวเครือขาว และไม่ใช่ฮอร์โมนทดแทน · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0034 และผ่านการรับรองฮาลาล

7 เมื่อไรต้องหยุดและพบแพทย์

  • หยุดและพบแพทย์ทันที — มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยหนักขึ้น ในผู้ที่ภูมิต่ำ ใส่สายสวน หรือเพิ่งออกจาก ICU
  • พบแพทย์ — ท้องเสียเป็นน้ำหลายครั้งต่อวัน ถ่ายมีมูกเลือด หรือปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างหรือหลังใช้ยาปฏิชีวนะ
  • พบแพทย์ — ตกขาวผิดปกติ คันหรือแสบมาก ปวดท้องน้อย หรือมีไข้
  • ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 — ผื่นลมพิษ หน้าหรือลิ้นบวม หายใจลำบาก

ถ้าอาการเป็นเพียงแก๊สและท้องอืดเล็กน้อย การลดขนาดหรือหยุดไปก่อนมักเพียงพอ อ่านภาพรวมผลข้างเคียงของโพรไบโอติกทุกชนิดได้ที่ โทษของโพรไบโอติก

8 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Lactobacillus acidophilus คืออะไร?

คือแบคทีเรียสร้างกรดแล็กติกที่พบได้ตามธรรมชาติในลำไส้และช่องคลอด ใช้ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก · อ่านต่อที่ L. acidophilus คืออะไร

กิน L. acidophilus แล้วท้องอืดปกติไหม?

พบได้บ่อยในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เป็นการปรับตัวของลำไส้ · ถ้าเกิน 3-4 สัปดาห์แล้วยังท้องอืดชัด ควรลดขนาดหรือหยุด

กินโพรไบโอติกพร้อมยาปฏิชีวนะได้ไหม?

กินได้แต่ต้องเว้นห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมงจากยาทุกมื้อ เพราะยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโพรไบโอติกได้ · กินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง โพรไบโอติกไม่ได้ใช้แทนยา

L. acidophilus กินตอนไหนดี?

กินเวลาเดิมทุกวัน พร้อมหรือหลังอาหาร ใช้ขนาดตามที่ฉลากระบุ · ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการเลือกเวลา และไม่ควรชงกับน้ำร้อน

L. acidophilus ช่วยเรื่องเชื้อราในช่องคลอดไหม?

มีงานวิจัยศึกษาโพรไบโอติกบางสายพันธุ์ในเรื่องนี้ แต่ผลยังไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้ใช้แทนยารักษา · ถ้ามีตกขาวผิดปกติ คัน หรือแสบ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

กินโพรไบโอติกกี่วันถึงเห็นผล?

โพรไบโอติกไม่ใช่ยา ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที · ใช้ตามฉลากต่อเนื่องราว 4 สัปดาห์แล้วประเมินความสบายท้องและการขับถ่าย

ใครไม่ควรกิน L. acidophilus?

ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ใส่สายสวนหลอดเลือด ป่วยหนักใน ICU มีโรคลิ้นหัวใจ หรือมีภาวะลำไส้สั้น ต้องถามแพทย์ก่อน · ผู้ที่แพ้นมหรือถั่วเหลืองควรอ่านฉลาก

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • Lactobacillus acidophilus เป็นจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาเชื้อราในช่องคลอด ภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (BV) ท้องเสีย หรือโรคลำไส้ งานวิจัยที่มีเป็นการศึกษาเฉพาะสายพันธุ์ ห้ามใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยหนักขึ้นระหว่างกินโพรไบโอติก ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ใส่สายสวนหลอดเลือด หรือเพิ่งออกจากห้อง ICU ต้องหยุดและพบแพทย์ทันที · ท้องเสียเป็นน้ำหลายครั้งต่อวันระหว่างหรือหลังใช้ยาปฏิชีวนะ ถ่ายมีมูกเลือด หรือปวดท้องรุนแรง ต้องพบแพทย์ · ตกขาวมีกลิ่นเหม็น สีผิดปกติ คันหรือแสบมาก ปวดท้องน้อย หรือมีไข้ ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรรอดูผลจากโพรไบโอติก
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ใส่สายสวนหลอดเลือด หรือป่วยหนัก ห้ามเริ่มโพรไบโอติกเองทุกชนิด ต้องให้แพทย์ตัดสิน
  • ถ้ากินยาปฏิชีวนะ ให้เว้นห่างจากโพรไบโอติกอย่างน้อย 2 ชั่วโมงทุกมื้อ และกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) — Probiotics: Usefulness and Safety
  2. International Scientific Association for Probiotics and Prebiotics (ISAPP) — Probiotics consensus statement
  3. Cochrane — Probiotics for the prevention of antibiotic-associated diarrhea
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →