สองยี่ห้อเขียนเหมือนกันว่า “สารสกัดบิลเบอร์รี 100 มก.” แต่ตัวหนึ่งใช้ได้ผลตามงานวิจัย อีกตัวไม่ใช่ · ความต่างซ่อนอยู่ในคำว่า “สารสกัดมาตรฐาน” และตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
วัดความเข้มข้น
ควรระบุ
เทียบยี่ห้อ
พืชชนิดเดียวกัน ปลูกคนละที่ เก็บคนละฤดู ให้ปริมาณสารสำคัญไม่เท่ากัน — บางล็อตอาจต่างกันหลายเท่า · การทำ “สารสกัดมาตรฐาน” คือการควบคุมให้ทุกล็อตมีสารบ่งชี้ (marker compound) ในสัดส่วนคงที่ เช่น สารสกัดบิลเบอร์รี 25% แอนโทไซยาโนไซด์ · นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ผลิตพูดได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้ให้สารสำคัญเท่ากับที่ใช้ในงานวิจัย และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเทียบราคาต่อสารสำคัญได้จริง
1 สารบ่งชี้ (Marker) คืออะไร ทำไมต้องเลือกตัวใดตัวหนึ่ง
- พืชหนึ่งชนิดมีสารนับร้อยชนิด การวัดทุกตัวเป็นไปไม่ได้ในเชิงการผลิต จึงเลือกสารเด่นที่วัดได้แม่นมาเป็นตัวแทน
- ตัวอย่างที่คุ้นเคย — แปะก๊วยใช้ flavone glycosides 24% · ขมิ้นชันใช้เคอร์คูมินอยด์ 95% · บิลเบอร์รีใช้แอนโทไซยาโนไซด์ 25% · มิลค์ทิสเซิลใช้ซิลิมาริน 80%
- มาตรฐานที่ใช้ควรตรงกับงานวิจัย — ถ้างานวิจัยใช้ 24% แต่ฉลากระบุ 5% ปริมาณสารสำคัญที่ได้จริงต่างกันเกือบ 5 เท่าแม้น้ำหนักสารสกัดเท่ากัน
- สารบ่งชี้ไม่ใช่สารออกฤทธิ์เสมอไป บางครั้งเป็นเพียงตัวชี้วัดคุณภาพ ไม่ได้แปลว่าสารตัวนั้นตัวเดียวทำงานทั้งหมด
2 อัตราส่วนสกัด 10:1 หมายความว่าอะไร (และไม่ได้หมายความว่าอะไร)
- 10:1 แปลว่าใช้วัตถุดิบแห้ง 10 ส่วนได้สารสกัด 1 ส่วน — บอกความ “เข้มข้นขึ้น” เมื่อเทียบกับผงสมุนไพรดิบ
- แต่ไม่ได้บอกว่ามีสารสำคัญเท่าไร เพราะขึ้นกับคุณภาพวัตถุดิบตั้งต้นและตัวทำละลายที่ใช้
- ฉลากที่ให้ทั้งสองอย่าง (อัตราส่วนสกัด + % สารบ่งชี้) คือฉลากที่โปร่งใสที่สุด
- ระวังการเทียบข้าม — “ผงสมุนไพร 1,000 มก.” กับ “สารสกัด 10:1 100 มก.” ให้วัตถุดิบเทียบเท่าใกล้เคียงกัน แต่ตัวเลขบนฉลากดูต่างกันลิบ
3 คำนวณสารสำคัญที่ได้จริง — เลขคณิตง่าย ๆ ที่ช่วยประหยัดเงิน
- สูตร: ปริมาณสารสกัด (มก.) × %สารบ่งชี้ = มิลลิกรัมของสารสำคัญที่ได้จริง
- ตัวอย่าง A — สารสกัด 300 มก. มาตรฐาน 25% = สารสำคัญ 75 มก.
- ตัวอย่าง B — สารสกัด 500 มก. มาตรฐาน 5% = สารสำคัญ 25 มก. · ทั้งที่ตัวเลขหน้าฉลากดูใหญ่กว่า
- อย่าลืมคูณจำนวนเม็ดต่อหน่วยบริโภค — บางยี่ห้อระบุค่าต่อ 3 เม็ด ไม่ใช่ต่อเม็ด
- แล้วค่อยหารด้วยราคา จะได้ราคาต่อสารสำคัญ 1 มก. ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบยี่ห้อได้ตรงที่สุด
4 ธงแดงบนฉลากที่ควรระวัง
- ไม่ระบุ % สารบ่งชี้เลย ทั้งที่พืชชนิดนั้นมีมาตรฐานสากลอยู่แล้ว
- ระบุเป็น “สารสกัดเข้มข้นพิเศษ” โดยไม่มีตัวเลข — เป็นคำการตลาด ไม่ใช่ข้อมูลเชิงคุณภาพ
- รวมสารสกัดหลายตัวเป็น “proprietary blend” ตัวเลขเดียว ทำให้ไม่มีทางรู้ว่าตัวไหนใส่เท่าไร
- อ้างสารสกัดที่มีเครื่องหมายการค้าแต่ไม่ระบุปริมาณ — การมีชื่อแบรนด์วัตถุดิบไม่ได้แปลว่าใส่เต็มโดสที่งานวิจัยใช้
- 4 เกณฑ์ที่ใช้เทียบได้จริง — (1) สารสกัดที่มีเครื่องหมายการค้า ™/® (2) ปริมาณเต็มโดสตามงานวิจัยอ้างอิง (3) มีเลข อย. (4) ผ่านการรับรองฮาลาล
5 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สารสกัดมาตรฐานแพงกว่าคุ้มไหม
ถ้าเทียบเป็นราคาต่อสารสำคัญ 1 มก. สารสกัดมาตรฐานมักคุ้มกว่าผงสมุนไพรราคาถูกที่ไม่รู้ความเข้มข้น · แต่ต้องเทียบด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่เทียบราคาต่อขวด
% ยิ่งสูงยิ่งดีเสมอไหม
ไม่เสมอไป · ควรเทียบกับ % ที่งานวิจัยใช้ · การสกัดให้เข้มข้นเกินไปอาจตัดสารประกอบอื่นที่ทำงานร่วมกันออก และบางตัวมีขีดจำกัดปริมาณต่อวันที่ควรระวัง
ฉลากเขียน 10:1 อย่างเดียว ควรซื้อไหม
ยังใช้ได้ถ้าผู้ผลิตมีผลวิเคราะห์ (COA) ให้ดู แต่ถ้าเทียบกับยี่ห้อที่ระบุ % สารบ่งชี้ชัดเจน ตัวที่ระบุ % จะตรวจสอบและเทียบได้ง่ายกว่ามาก
ทำไมบางล็อตสีหรือกลิ่นไม่เหมือนกัน
เป็นเรื่องปกติของวัตถุดิบธรรมชาติที่ต่างฤดูกาลหรือต่างแหล่งปลูก · สิ่งที่ควรคงที่คือปริมาณสารบ่งชี้ตามที่ระบุ ซึ่งเป็นเหตุผลของการทำสารสกัดมาตรฐาน
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- การเลือกสารสกัดที่มี % สูงไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่า บางสารมีขีดจำกัดปริมาณต่อวัน ควรกินตามที่ฉลากแนะนำ
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- WHO — Quality Control Methods for Herbal Materials.
- United States Pharmacopeia — Herbal Medicines Compendium: Standardization of Botanical Extracts.
- Bilia AR, et al. — Quality control of herbal products: markers and standardization. J Pharm Biomed Anal.
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: อาหารเสริมบำรุงสายตา ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไร 👉
