ท้องเสียทุกครั้งที่ไปเที่ยว กินอะไรดี? ป้องกันก่อนเดินทาง ของที่ต้องพก และสัญญาณที่ต้องหาหมอ

ท้องเสียของนักเดินทางคืออาการถ่ายเหลวที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการเดินทาง โดยเฉพาะไปยังพื้นที่ที่สุขอนามัยของน้ำและอาหารต่างจากที่บ้าน · สาเหตุส่วนใหญ่คือเชื้อแบคทีเรียที่ปนมากับน้ำและอาหาร และอาการมักหายเองใน 1-3 วันในคนแข็งแรง · คำตอบสั้น ๆ ของ “กินอะไรดี” คือ ผงเกลือแร่ทดแทน (ORS) มาก่อนทุกอย่าง เพราะสิ่งที่ทำให้คนป่วยหนักไม่ใช่การถ่ายเอง แต่คือการขาดน้ำและเกลือแร่ · ถัดมาคือการเลือกอาหารช่วงกำลังฟื้น และการดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้หลังอาการสงบ · บทความนี้รวมสิ่งที่ควรเตรียมก่อนเดินทาง วิธีดูแลตัวเองระหว่างมีอาการ ของที่ห้ามทำ และสัญญาณที่ต้องหาหมอทันที

น้ำและน้ำแข็งคือต้นทางหลัก
น้ำแข็งจากน้ำที่ไม่สะอาด
เป็นจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด
ยาหยุดถ่ายไม่ใช่คำตอบเสมอ
ห้ามใช้ถ้ามีไข้สูง
หรือถ่ายเป็นเลือด
เด็กเล็กและผู้สูงอายุเสี่ยงกว่า
ภาวะขาดน้ำรุนแรง
เกิดได้เร็วกว่ามาก

หลักการที่ต้องเข้าใจก่อนคือลำดับความสำคัญ — เรื่องที่ต้องจัดการเป็นอันดับหนึ่งคือน้ำและเกลือแร่ ไม่ใช่การทำให้หยุดถ่าย · เมื่อลำไส้อักเสบและถ่ายเหลวบ่อย ร่างกายเสียทั้งน้ำ โซเดียม โพแทสเซียม และไบคาร์บอเนต ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เพลีย หน้ามืด และในรายรุนแรงคือช็อก · ผงเกลือแร่ทดแทนถูกออกแบบให้มีสัดส่วนน้ำตาลกับโซเดียมที่ทำให้ลำไส้ดูดน้ำกลับได้แม้กำลังอักเสบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มันได้ผลกว่าการดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว และดีกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาที่น้ำตาลสูงเกินไป · เรื่องที่สองคือการป้องกัน ซึ่งงานวิจัยและคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขให้น้ำหนักที่การเลือกน้ำและอาหารมากกว่าการกินอะไรเสริม · เรื่องที่สามคือการฟื้นตัวของลำไส้หลังอาการสงบ ซึ่งเป็นช่วงที่ใยอาหารและสมดุลจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง · และเรื่องที่ต้องรู้เสมอคือกลุ่มอาการที่บอกว่านี่ไม่ใช่ท้องเสียธรรมดา และต้องหาหมอ ไม่ใช่รอให้หายเอง

1 เตรียมกระเป๋าก่อนเดินทาง — ของที่ควรมีจริง

  • ผงเกลือแร่ทดแทน (ORS) หลายซอง — เป็นของสำคัญที่สุดและเบาที่สุด · ควรเป็นสูตรสำหรับภาวะท้องเสีย ไม่ใช่เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย
  • เจลล้างมือแอลกอฮอล์ — สำหรับเวลาที่ไม่มีน้ำสะอาดล้างมือ
  • ยาที่แพทย์หรือเภสัชกรจัดให้ — ถ้าคุณจะไปพื้นที่เสี่ยงและมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาก่อนเดินทางเพื่อวางแผนว่าจะทำอย่างไรถ้าป่วย
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์และใยอาหาร — สำหรับดูแลสมดุลลำไส้ในช่วงเตรียมตัวและช่วงฟื้นตัว · ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เทอร์โมมิเตอร์เล็ก ๆ — เพราะการมีไข้สูงหรือไม่ เป็นตัวตัดสินว่าจะดูแลเองหรือหาหมอ
  • สิ่งที่ควรทำ — เช็กข้อมูลสุขภาพของจุดหมายและเบอร์โรงพยาบาลใกล้ที่พักไว้ก่อนออกเดินทาง

2 เลือกน้ำและอาหารให้เป็น — ส่วนที่ป้องกันได้จริง

  • ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ปิดสนิทหรือน้ำต้มสุก — และใช้น้ำแบบเดียวกันในการแปรงฟัน
  • ระวังน้ำแข็ง — เป็นจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด เพราะระวังเรื่องน้ำแล้วแต่ลืมว่าน้ำแข็งทำจากน้ำ
  • กินของที่ปรุงสุกร้อนใหม่ — เลี่ยงของที่ตั้งไว้อุ่น ๆ นาน ๆ ในถาด
  • เลี่ยงผักสดและผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำไม่สะอาด — เลือกผลไม้ที่ปอกเปลือกเองได้
  • ระวังอาหารทะเลดิบ นมไม่พาสเจอร์ไรซ์ และซอสที่ตั้งไว้บนโต๊ะ
  • ล้างมือก่อนกินทุกครั้ง — เป็นมาตรการที่ง่ายที่สุดและได้ผลที่สุด
  • สิ่งที่ควรจำ — คำแนะนำคลาสสิก “ต้มสุก ปอกเปลือก หรือไม่ก็อย่ากิน” ยังใช้ได้จริงที่สุด

3 ระหว่างมีอาการ — ดูแลตัวเองอย่างไร

  • ชง ORS ตามอัตราส่วนบนซองอย่างเคร่งครัด — และจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน · การชงเข้มเกินไปทำให้ถ่ายมากขึ้น
  • กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเมื่อพอกินได้ — ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วยสุก ขนมปังปิ้ง ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
  • เลี่ยงนม ของมัน ของทอด กาแฟ และแอลกอฮอล์ — ในช่วง 1-2 วันแรก
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะและสีปัสสาวะ — เป็นตัวชี้ภาวะขาดน้ำที่ง่ายที่สุด
  • พักและไม่ฝืนเที่ยวต่อ — เพราะการเดินกลางแดดทั้งวันในภาวะขาดน้ำทำให้แย่ลงเร็ว
  • ห้ามกินยาหยุดถ่ายเองถ้ามีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด — เพราะการกักเชื้อไว้ในลำไส้ทำให้อาการแย่ลง

4 หลังอาการสงบ — ฟื้นลำไส้อย่างไร

  • ค่อย ๆ กลับไปกินอาหารปกติใน 2-3 วัน — เริ่มจากอาหารอ่อนแล้วเพิ่มความหลากหลาย
  • เพิ่มใยอาหารแบบค่อยเป็นค่อยไป — และดื่มน้ำให้พอ เพราะใยอาหารที่เพิ่มเร็วเกินในลำไส้ที่เพิ่งอักเสบทำให้อืด
  • ดูแลสมดุลจุลินทรีย์ — โยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งพรีไบโอติกและโพรไบโอติก ช่วยเรื่องสมดุลลำไส้ในช่วงฟื้นตัว
  • ถ้าเคยกินยาปฏิชีวนะในทริป — ควรเว้นระยะจากผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์ราว 2-3 ชั่วโมง และไม่หยุดยาเองก่อนครบกำหนด
  • ระวังภาวะย่อยแล็กโทสชั่วคราว — บางคนดื่มนมแล้วท้องอืดไปหลายสัปดาห์หลังลำไส้อักเสบ ซึ่งมักดีขึ้นเอง
  • สิ่งที่ควรทำ — ถ้าอาการทางลำไส้ยังไม่กลับเป็นปกติเกิน 2 สัปดาห์หลังกลับบ้าน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
BLB F เป็นผงชงที่ให้ใยอาหารรวม 7,023.9 มก. ต่อซอง จากฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ 3,023.9 มก. ไซเลียมฮัสค์ 2,500 มก. บุก 1,600 มก. ใยอาหารจากชิโครี 1,500 มก. กัวร์กัม 1,500 มก. และไซโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ 500 มก. ร่วมกับ Bacillus Coagulans 67 มก. สารเมแทบอไลต์จากการหมัก 300 มก. แอล-กลูตามีน 450 มก. กีวีทอง อัมลา และแอปเปิลไซเดอร์เวเนการ์ อย่างละ 500 มก. · ครบทั้งพรีไบโอติก โพรไบโอติก และโพสต์ไบโอติก · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0051 และผ่านการรับรองฮาลาล

5 เมื่อไรควรพบแพทย์ — ห้ามดูแลเองต่อ

  • ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด
  • ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือหนาวสั่น
  • ถ่ายเหลวมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน หรืออาการไม่ดีขึ้นเกิน 3 วัน
  • อาเจียนจนกินน้ำหรือ ORS ไม่ได้เลย
  • สัญญาณขาดน้ำรุนแรง — ปัสสาวะน้อยลงมาก ปากแห้งจัด ตาโหล ซึม วูบ หรือหัวใจเต้นเร็ว
  • กลุ่มที่ต้องรีบกว่าคนทั่วไป — เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีโรคไต และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ท้องเสียเวลาเที่ยว ควรกินยาหยุดถ่ายเลยไหม

ไม่ควรเริ่มจากยาหยุดถ่าย และห้ามใช้เลยถ้ามีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด เพราะการกักเชื้อไว้ในลำไส้ทำให้อาการแย่ลง · สิ่งที่ควรทำก่อนคือชงผงเกลือแร่ทดแทนและจิบบ่อย ๆ · ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาใช้แทน ORS ได้ไหม

ไม่เหมาะ · เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬามีน้ำตาลสูงและโซเดียมต่ำกว่าที่ต้องการในภาวะท้องเสีย ซึ่งอาจทำให้ถ่ายมากขึ้น · ผงเกลือแร่ทดแทนถูกออกแบบให้มีสัดส่วนน้ำตาลกับโซเดียมที่ทำให้ลำไส้ดูดน้ำกลับได้

กินโพรไบโอติกก่อนเดินทางช่วยป้องกันได้ไหม

มีข้อมูลบางส่วนที่ชี้ว่าบางสายพันธุ์อาจช่วยเรื่องสมดุลลำไส้ แต่หลักฐานยังไม่หนักแน่นพอที่จะถือเป็นมาตรการป้องกันหลัก · สิ่งที่คำแนะนำสาธารณสุขให้น้ำหนักมากกว่าคือการเลือกน้ำและอาหาร และการล้างมือ · ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต

ต้องอดอาหารตอนท้องเสียไหม

ไม่ต้อง · การอดอาหารทำให้ฟื้นตัวช้ากว่า · ควรกินอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเมื่อพอกินได้ เช่น ข้าวต้มหรือโจ๊ก และเลี่ยงนม ของมัน ของทอด กาแฟ และแอลกอฮอล์ในช่วงแรก

กลับมาบ้านแล้วยังท้องอืดอยู่หลายสัปดาห์ ปกติไหม

พบได้ และบางส่วนเกิดจากภาวะย่อยแล็กโทสชั่วคราวหรือสมดุลจุลินทรีย์ที่ยังไม่กลับเข้าที่ · ควรค่อย ๆ เพิ่มใยอาหารและดื่มน้ำให้พอ · แต่ถ้าอาการยังไม่กลับเป็นปกติเกิน 2 สัปดาห์ น้ำหนักลด หรือถ่ายเป็นเลือด ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ห้ามกินยาหยุดถ่ายเองถ้ามีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด เพราะการกักเชื้อไว้ในลำไส้ทำให้อาการแย่ลง
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองทุกครั้งที่ท้องเสีย — เพราะส่วนใหญ่หายเองได้และการใช้ยาไม่จำเป็นทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ผงเกลือแร่ทดแทนต้องชงตามอัตราส่วนบนซองอย่างเคร่งครัด การชงเข้มเกินไปทำให้ถ่ายมากขึ้น
  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีโรคไต และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต้องพบแพทย์เร็วกว่าคนทั่วไป
  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต
  • สูตรที่มีใยอาหารสูงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรเว้นระยะจากยาประจำ 1-2 ชั่วโมง
  • ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด ไข้สูงเกิน 38.5 องศา ถ่ายเหลวมากกว่า 6 ครั้งต่อวันหรือเกิน 3 วัน ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลงมาก ปากแห้งจัด หรือซึมลง ต้องพบแพทย์ทันที และในเด็กเล็กกับผู้สูงอายุให้รีบกว่านั้น เพราะภาวะขาดน้ำรุนแรงเกิดได้เร็วมาก
  • มีไข้ ปวดบวมแดงร้อนลามขึ้น มีหนอง หรือมีเส้นแดงลามจากแผล — เป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ลุกลาม ต้องพบแพทย์ทันที ไม่ใช่เรื่องที่รอดูอาการเองได้
  • ห้ามหยุด ลด หรือปรับขนาดยาที่แพทย์สั่งเองเพราะเริ่มกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องผ่านแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
  • ห้ามแบ่งหรือลดขนาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ใหญ่ให้เด็กกินเอง เพราะเด็กมีขีดจำกัดการรับวิตามินที่ละลายในไขมันและแร่ธาตุต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก และควรให้กุมารแพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลข อย. ไทย ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือซื้อจากผู้ขายที่ตรวจสอบไม่ได้ คือของที่ไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และเคยพบการปนปลอมยาแผนปัจจุบันในสินค้ากลุ่มนี้มาแล้ว
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
  • หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย หรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

อ้างอิง

  1. U.S. CDC Yellow Book / Travelers’ Health — Travelers’ Diarrhea: prevention and self-treatment.
  2. World Health Organization — Oral Rehydration Salts: composition and use in diarrhoeal disease.
  3. Riddle MS, et al. Guidelines for the Prevention and Treatment of Travelers’ Diarrhea. Journal of Travel Medicine.
  4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข — คำแนะนำสำหรับผู้เดินทาง เรื่องโรคอุจจาระร่วง
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →