เห็ดไมตาเกะ (Maitake, Grifola frondosa) กับเห็ดหลินจือ (Reishi/Lingzhi, Ganoderma lucidum) เป็นเห็ดสมุนไพรทั้งคู่ แต่สารเด่นต่างกัน — ไมตาเกะ เป็นเห็ดที่กินเป็นอาหารได้ สารที่ถูกศึกษามากที่สุดคือเบต้ากลูแคนกลุ่มที่เรียกว่า ดี-แฟรกชัน (D-fraction) ซึ่งงานในห้องทดลองพบว่ากระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด · หลินจือ เป็นเห็ดเนื้อแข็งรสขมที่ไม่ได้กินเป็นอาหาร มีทั้งโพลีแซคคาไรด์และ ไตรเทอร์ปีน (กรดกาโนเดอริก) ซึ่งเป็นที่มาของรสขม · งานในคนของทั้งสองตัวยังเป็นงานขนาดเล็ก การทบทวนของ Cochrane เรื่องหลินจือกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจไม่พบผลที่ชัด · กินคู่กันได้ในผู้ใหญ่ทั่วไป แต่ต้องระวังยาเบาหวานและยาต้านการแข็งตัวของเลือด · ส่วนเรื่องเวลากิน อ่าน เห็ดไมตาเกะ กินตอนไหน และ เห็ดหลินจือ กินตอนไหน
เบต้ากลูแคนที่ถูกศึกษามาก
ไตรเทอร์ปีนที่แยกได้
ทบทวนหลินจือ-ปัจจัยเสี่ยงหัวใจ
บทความนี้ไม่ได้อธิบายแต่ละเห็ดซ้ำ (อ่านได้ที่ เห็ดไมตาเกะ คืออะไร และ เห็ดหลินจือ คืออะไร) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองเห็ดนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือสารสำคัญและกลไกต่างกันตรงไหน · เรื่องที่สามคืองานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร · เรื่องที่สี่คือเลือกอย่างไรและอ่านฉลากอย่างไร · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และข้อควรระวัง · ถ้ากำลังเทียบไมตาเกะกับชิตาเกะ อ่าน เห็ดชิตาเกะ vs ไมตาเกะ
1 ตารางเทียบตรง ๆ: เห็ดไมตาเกะ vs เห็ดหลินจือ
| ประเด็น | เห็ดไมตาเกะ | เห็ดหลินจือ |
|---|---|---|
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Grifola frondosa (เห็ดกินได้ ขึ้นเป็นกอใหญ่โคนต้นโอ๊ก) | Ganoderma lucidum (เห็ดเนื้อแข็ง ผิวมันวาว) |
| ใช้เป็นอาหารได้ไหม | ได้ นิยมในอาหารญี่ปุ่น | ไม่ได้กินเป็นอาหาร ใช้ต้ม ชง หรือสกัด เพราะแข็งและขม |
| สารเด่น | เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 (ดี-แฟรกชัน, MD-แฟรกชัน) | โพลีแซคคาไรด์ + ไตรเทอร์ปีน (กรดกาโนเดอริก) |
| ประเด็นที่ถูกศึกษา | การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง | ภูมิคุ้มกัน คุณภาพชีวิต ความเหนื่อยล้า ปัจจัยเสี่ยงหัวใจ |
| หลักฐานในคน | น้อย ส่วนใหญ่งานระยะแรก ขนาดเล็ก | มีมากกว่า แต่คุณภาพต่ำถึงปานกลาง ผลไม่สม่ำเสมอ |
| ข้อควรระวังเด่น | อาจลดน้ำตาลในเลือด มีรายงานค่า INR สูงขึ้นเมื่อใช้กับวาร์ฟาริน | มีรายงานตับอักเสบจากผงหลินจือ อาจเสริมฤทธิ์ยาต้านเกล็ดเลือด |
สรุปสั้น ๆ คือ ไมตาเกะเป็นเห็ดอาหารที่เด่นเรื่องเบต้ากลูแคน ส่วน หลินจือเป็นเห็ดสมุนไพรที่มีสารสองกลุ่ม และมีงานในคนมากกว่า แต่ก็ยังไม่ใช่หลักฐานระดับที่ใช้แทนการรักษาใด ๆ
2 สารสำคัญและกลไกต่างกันตรงไหน
- ไมตาเกะ — เบต้ากลูแคนที่เซลล์ภูมิคุ้มกัน “จำ” ได้ เบต้ากลูแคนจากเห็ดเป็นโครงสร้างที่ตัวรับบนเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น Dectin-1 จดจำได้ งานในห้องทดลองและสัตว์พบว่ากระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจและเซลล์ NK · ความยากคือเบต้ากลูแคนเป็นโมเลกุลใหญ่ ผลที่เห็นในหลอดทดลองไม่ได้แปลว่าจะเกิดแบบเดียวกันเมื่อกิน อ่านพื้นฐานที่ เบต้ากลูแคน คืออะไร
- หลินจือ — โพลีแซคคาไรด์บวกไตรเทอร์ปีน ส่วนโพลีแซคคาไรด์ทำงานคล้ายเบต้ากลูแคนของเห็ดอื่น ส่วนไตรเทอร์ปีนเป็นสารคนละกลุ่ม ที่งานในห้องทดลองศึกษาเรื่องการอักเสบและการทำงานของตับ · สัดส่วนสองกลุ่มนี้ต่างกันมากตามวิธีสกัด สกัดด้วยน้ำได้โพลีแซคคาไรด์มาก สกัดด้วยแอลกอฮอล์ได้ไตรเทอร์ปีนมาก ส่วนผงสปอร์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
ดังนั้นสองเห็ดนี้ไม่ได้แข่งกันตรง ๆ — ไมตาเกะคือแหล่งเบต้ากลูแคน ส่วนหลินจือมีสารสองกลุ่มที่ขึ้นกับวิธีสกัด · เห็ดอีกตัวที่มักถูกเทียบกับหลินจือคือยามาบูชิทาเกะ อ่าน เห็ดหลินจือ vs เห็ดยามาบูชิทาเกะ
3 งานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร
| หัวข้อ | เห็ดไมตาเกะ | เห็ดหลินจือ |
|---|---|---|
| ภูมิคุ้มกัน | งานระยะแรกขนาดเล็กพบการเปลี่ยนแปลงของค่าภูมิคุ้มกันในเลือดบางตัว แต่ไม่ได้วัดผลทางสุขภาพที่ชัด | งานขนาดเล็กพบค่าภูมิคุ้มกันบางตัวเปลี่ยน ผลไม่สม่ำเสมอระหว่างงาน |
| ระดับน้ำตาล | พบผลในสัตว์ทดลอง ข้อมูลในคนน้อยมาก | Cochrane (Klupp และคณะ 2015) ไม่พบผลที่ชัดต่อน้ำตาล |
| ไขมันและความดัน | ข้อมูลในคนน้อย | Cochrane (Klupp และคณะ 2015) ไม่พบผลที่ชัดต่อไขมันและความดัน |
| คุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็ง | มีงานระยะแรก ยังสรุปไม่ได้ | Cochrane (Jin และคณะ 2016) พบหลักฐานคุณภาพต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้แทนการรักษาหลัก |
| ความปลอดภัย | ในฐานะอาหารถือว่าปลอดภัย สารสกัดต้องระวังยาเบาหวานและวาร์ฟาริน | มีรายงานตับอักเสบจากผงหลินจือในไทย ต้องระวังเมื่อกินสมุนไพรหลายตัวพร้อมกัน |
ข้อที่ควรรู้คือ งานของเห็ดสมุนไพรใช้สารสกัดที่ต่างกันมาก ทั้งชนิดตัวทำละลาย ขนาด และส่วนของเห็ด ผลของงานหนึ่งจึงใช้กับอีกผลิตภัณฑ์ไม่ได้ · ภาพรวมของเห็ดสมุนไพรทั้งกลุ่ม อ่านที่ เห็ดสมุนไพรคืออะไร
4 เลือกอย่างไร และอ่านฉลากอย่างไร
| สถานการณ์ | ตัวที่มักถูกพิจารณา | เหตุผล |
|---|---|---|
| อยากได้เห็ดจากอาหารก่อน | ไมตาเกะ (และเห็ดกินได้อื่น ๆ) | กินเป็นอาหารได้ ได้ใยอาหารและเบต้ากลูแคนจากมื้ออาหาร |
| สนใจไตรเทอร์ปีนหรือสูตรแบบดั้งเดิม | หลินจือ | มีสารกลุ่มไตรเทอร์ปีนที่เห็ดอื่นไม่ค่อยมี |
| กินยาเบาหวาน | ปรึกษาแพทย์ก่อนทั้งสองตัว | อาจเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาล |
| กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด | ปรึกษาแพทย์ก่อนทั้งสองตัว | มีรายงานปฏิกิริยากับยากลุ่มนี้ |
| มีโรคตับหรือกินสมุนไพรหลายตัว | ระวังหลินจือเป็นพิเศษ | มีรายงานตับอักเสบ ควรให้แพทย์ประเมินก่อน |
หลักอ่านฉลากเห็ดสมุนไพร — ดูว่าเป็นผงเห็ดบดหรือสารสกัด สกัดด้วยอะไร ระบุเบต้ากลูแคนหรือไตรเทอร์ปีนเป็นตัวเลขไหม และเป็นดอกเห็ดหรือเส้นใยที่เลี้ยงบนเมล็ดธัญพืช (ซึ่งอาจมีแป้งปนมาก) · ทั้งหมดนี้ต้องมีเลข อย. ชัดเจน
5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน
ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำ กินคู่กันได้ และหลายสูตรก็รวมเห็ดหลายชนิดไว้ด้วยกัน แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่ารวมกันแล้วได้ผลมากกว่าตัวเดียว หลักการกินคือ
- กินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร — ลดอาการไม่สบายท้อง และเป็นเวลาที่จำง่าย รายละเอียดที่ เห็ดไมตาเกะ กินตอนไหน และ เห็ดหลินจือ กินตอนไหน
- ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าช่วงเวลา — งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ต่อเนื่อง 8–12 สัปดาห์ ไม่ได้หวังผลทันที
- หยุดก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ — เพราะอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและระดับน้ำตาล แจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- ไม่ซ้อนสูตรเห็ดหลายยี่ห้อ — นับรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่มีเห็ด และสังเกตอาการผิดปกติของตับ
- ถ้ากินโคคิวเท็นร่วมด้วย — โคคิวเท็นละลายในไขมัน ควรกินพร้อมมื้อที่มีไขมัน อ่าน โคคิวเท็น กินตอนไหน
6 ข้อควรระวังและใครควรปรึกษาแพทย์
| กลุ่ม | ข้อกังวล | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| กินยาเบาหวาน | น้ำตาลอาจต่ำเกิน | ปรึกษาแพทย์ และเจาะน้ำตาลบ่อยขึ้นช่วงแรก |
| กินวาร์ฟาริน หรือยาต้านเกล็ดเลือด | มีรายงานค่า INR สูงขึ้นกับไมตาเกะ หลินจืออาจเสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด | ห้ามเริ่มเองโดยไม่บอกแพทย์ |
| กินยากดภูมิคุ้มกัน (ปลูกถ่ายอวัยวะ โรคภูมิต้านตนเอง) | เห็ดที่กระตุ้นภูมิอาจขัดกับเป้าหมายของยา | ปรึกษาแพทย์ผู้รักษา |
| มีโรคตับ | มีรายงานตับอักเสบจากผงหลินจือ | ปรึกษาแพทย์ก่อน และหยุดทันทีถ้าตาเหลือง |
| ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก | ข้อมูลความปลอดภัยของสารสกัดจำกัด | ปรึกษาแพทย์ก่อน |
อ่านผลข้างเคียงแต่ละตัวเพิ่มเติมที่ โทษของเห็ดไมตาเกะ และ โทษของเห็ดหลินจือ · พื้นฐานว่าภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร อ่าน ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร
7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เห็ดไมตาเกะกับเห็ดหลินจือต่างกันยังไง?
ไมตาเกะเป็นเห็ดกินได้ที่สารเด่นคือเบต้ากลูแคน (ดี-แฟรกชัน) ส่วนหลินจือเป็นเห็ดเนื้อแข็งรสขมที่มีทั้งโพลีแซคคาไรด์และไตรเทอร์ปีน งานในคนของทั้งคู่ยังเป็นงานขนาดเล็ก
เห็ดไมตาเกะ คือ อะไร?
คือเห็ด Grifola frondosa ที่ขึ้นเป็นกอใหญ่ นิยมในอาหารญี่ปุ่น สารที่ถูกศึกษามากคือเบต้ากลูแคนกลุ่มดี-แฟรกชัน ซึ่งงานในห้องทดลองพบว่ากระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด
ไมตาเกะกับหลินจือ ตัวไหนดีกว่า?
ไม่มีงานที่เทียบตรง ๆ ไมตาเกะเหมาะกับคนที่อยากได้เบต้ากลูแคนและกินเป็นอาหารได้ ส่วนหลินจือมีไตรเทอร์ปีนเพิ่มและมีงานในคนมากกว่า แต่หลักฐานยังคุณภาพต่ำ ทั้งคู่ไม่ใช่ยา
เห็ดไมตาเกะกับเห็ดหลินจือกินคู่กันได้ไหม?
ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำกินคู่กันได้ แต่ผู้ที่กินยาเบาหวาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคตับ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
เห็ดหลินจือ กินตอนไหนดี?
กินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารเพื่อลดอาการไม่สบายท้อง ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าช่วงเวลา และควรหยุดก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
โทษของเห็ดไมตาเกะและเห็ดหลินจือมีอะไรบ้าง?
ไมตาเกะอาจทำให้น้ำตาลต่ำในผู้ที่กินยาเบาหวาน และมีรายงานค่า INR สูงขึ้นกับวาร์ฟาริน หลินจืออาจทำให้ปากแห้ง ไม่สบายท้อง และมีรายงานตับอักเสบจากผงหลินจือ
เห็ดสมุนไพรช่วยเสริมภูมิได้จริงไหม?
งานในห้องทดลองพบผลต่อเซลล์ภูมิคุ้มกัน แต่งานในคนยังเล็กและวัดแค่ค่าในเลือด ยังไม่มีหลักฐานว่าป้องกันการเจ็บป่วยได้ การนอนพอ อาหารครบหมู่ และวัคซีนยังเป็นพื้นฐานหลัก
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- เห็ดไมตาเกะและเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาหรือป้องกันมะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคภูมิคุ้มกันใด ๆ · งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง หรือการศึกษาในคนขนาดเล็กที่ใช้สารสกัดเฉพาะในขนาดสูง ผลที่พบไม่ใช่ผลของผลิตภัณฑ์ใด · ผู้ที่กำลังรักษามะเร็งห้ามใช้เห็ดสมุนไพรแทนหรือควบคู่การรักษาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
- น้ำตาลต่ำ ใจสั่น เหงื่อแตก มือสั่น หน้ามืด ในผู้ที่กินยาเบาหวานแล้วเพิ่มเห็ดสมุนไพร ให้กินน้ำหวานทันทีและพบแพทย์ · ช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือเลือดออกหยุดยาก ในผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับเห็ดสมุนไพร ต้องหยุดและพบแพทย์ · ไข้สูง เจ็บคอ หรือติดเชื้อซ้ำ ๆ เป็นเรื่องที่ต้องตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่รอให้เห็ดช่วยเสริมภูมิ
- ตาเหลืองตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนชา คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง เบื่ออาหารมาก ปวดใต้ชายโครงขวา หรือคันทั้งตัวในผู้ที่กินเห็ดหลินจือหรือสมุนไพรหลายชนิดพร้อมกัน ต้องหยุดทุกตัวและพบแพทย์เพื่อตรวจการทำงานของตับทันที
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่กินยาเบาหวาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มเห็ดไมตาเกะหรือเห็ดหลินจือ
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- Klupp NL, et al. Ganoderma lucidum mushroom for the treatment of cardiovascular risk factors. Cochrane Database Syst Rev. 2015
- Jin X, et al. Ganoderma lucidum (Reishi mushroom) for cancer treatment. Cochrane Database Syst Rev. 2016
- Wachtel-Galor S, et al. Ganoderma lucidum (Lingzhi or Reishi): A Medicinal Mushroom. In: Herbal Medicine: Biomolecular and Clinical Aspects. 2nd ed. CRC Press; 2011
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center. About Herbs, Botanicals & Other Products — Maitake; Reishi Mushroom
- Hanselin MR, et al. INR elevation with maitake extract in combination with warfarin. Ann Pharmacother. 2010
- Wanmuang H, et al. Fatal fulminant hepatitis associated with Ganoderma lucidum (Lingzhi) mushroom powder. J Med Assoc Thai. 2007
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไร 👉
