มากิเบอร์รี (Maqui berry หรือ Aristotelia chilensis) กับบิลเบอร์รี (Bilberry หรือ Vaccinium myrtillus) เป็นเบอร์รีที่มีแอนโทไซยานินสูงทั้งคู่ แต่ชนิดของแอนโทไซยานินและงานวิจัยด้านดวงตาต่างกัน — มากิเบอร์รี เป็นเบอร์รีป่าจากชิลี มีแอนโทไซยานินกลุ่ม เดลฟินิดิน เป็นหลัก สารสกัดมาตรฐานมีงานวิจัยขนาดเล็กในญี่ปุ่นที่พบว่า ปริมาณน้ำตาในคนที่มีอาการตาแห้งเล็กน้อยเพิ่มขึ้น · บิลเบอร์รี เป็นญาติของบลูเบอร์รีจากยุโรป มีแอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน มีงานขนาดเล็กเรื่อง อาการตาล้าในคนทำงานหน้าจอ แต่ตำนานเรื่องช่วยนักบินมองเห็นตอนกลางคืน ไม่ได้รับการยืนยันจากงานที่ออกแบบดี · กินคู่กันได้ในคนทั่วไป แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนน้ำตาเทียมหรือการพักสายตา
สารสกัดต่อวันในงานตาแห้ง
สารสกัดต่อวันที่งานวิจัยใช้
แอนโทไซยานินในผล
บทความนี้ไม่ได้อธิบายบิลเบอร์รีซ้ำ (อ่านได้ที่ บิลเบอร์รี คืออะไร) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองตัวนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือแอนโทไซยานินต่างกันตรงไหน · เรื่องที่สามคืองานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร · เรื่องที่สี่คือเลือกตามอาการ · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และข้อควรระวัง · ถ้าสนใจเบอร์รีอีกตัวในกลุ่มเดียวกัน อ่าน แบล็กเคอแรนต์และแอนโทไซยานิน
1 ตารางเทียบตรง ๆ: มากิเบอร์รี vs บิลเบอร์รี
| ประเด็น | มากิเบอร์รี (Maqui) | บิลเบอร์รี (Bilberry) |
|---|---|---|
| แหล่งที่มา | พุ่มไม้ป่าทางใต้ของชิลีและอาร์เจนตินา | พุ่มไม้เตี้ยในยุโรปเหนือ ญาติของบลูเบอร์รี |
| แอนโทไซยานินเด่น | กลุ่มเดลฟินิดิน (delphinidin glycosides) เป็นหลัก | ผสมหลายชนิด ทั้งเดลฟินิดิน ไซยานิดิน เพทูนิดิน พีโอนิดิน และมัลวิดิน |
| สารสกัดมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัย | เดลฟินิดินไม่น้อยกว่า 35% | แอนโทไซยาโนไซด์ราว 36% |
| โจทย์ที่งานวิจัยดู | ปริมาณน้ำตาและอาการตาแห้งเล็กน้อย | อาการตาล้าจากการใช้จอ การปรับสายตาในที่มืด |
| ขนาดที่งานวิจัยใช้ | สารสกัด 30–60 มก. ต่อวัน | สารสกัด 160–480 มก. ต่อวัน |
| ปริมาณงานวิจัย | น้อย ส่วนใหญ่เป็นงานขนาดเล็กในญี่ปุ่น | มากกว่า แต่คุณภาพหลากหลาย |
| ข้อควรระวัง | ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวน้อย อาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด | อาจเสริมฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาเบาหวาน |
สรุปสั้น ๆ คือ ถ้าโจทย์คือตาแห้ง หลักฐานที่มีอยู่ (แม้น้อย) เอนไปทางมากิเบอร์รี · ถ้าโจทย์คือตาล้าจากจอ บิลเบอร์รีมีงานมากกว่า · แต่สำหรับทั้งสองโจทย์ การพักสายตาและการกะพริบตาสำคัญกว่าอาหารเสริม
2 แอนโทไซยานินต่างกันตรงไหน
- แอนโทไซยานินคืออะไร — เม็ดสีกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ให้สีแดง ม่วง น้ำเงินในผักผลไม้ ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในพืช ในคนดูดซึมได้น้อยและถูกเปลี่ยนรูปเร็ว งานวิจัยจึงมักใช้สารสกัดมาตรฐานแทนการกินผล
- มากิเบอร์รี — เดลฟินิดินเข้มข้น แนวคิดจากงานในห้องทดลองคือเดลฟินิดินเกี่ยวกับการปกป้องต่อมน้ำตาจากความเครียดออกซิเดชัน งานในคนจึงวัดปริมาณน้ำตาและคะแนนอาการตาแห้ง
- บิลเบอร์รี — แอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน แนวคิดเดิมคือเกี่ยวกับการสร้างใหม่ของโรดอปซิน เม็ดสีรับแสงในจอตาที่ใช้มองในที่มืด และการไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก รวมทั้งกล้ามเนื้อปรับโฟกัสของตา
ทั้งสองตัวต่างจาก ลูทีน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ไปสะสมที่จุดรับภาพของจอตาโดยตรง ถ้าสงสัยเรื่องนี้ อ่านต่อที่ บิลเบอร์รี vs ลูทีน
3 งานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร
| หัวข้อ | มากิเบอร์รี | บิลเบอร์รี |
|---|---|---|
| ตาแห้งเล็กน้อย | งานของ Hitoe และคณะ (2014) ในญี่ปุ่น สารสกัด 30–60 มก. ต่อวัน พบปริมาณน้ำตาเพิ่มขึ้นและอาการดีขึ้นบางด้าน กลุ่มตัวอย่างเล็ก | ข้อมูลน้อย |
| ตาล้าจากการทำงานหน้าจอ | ข้อมูลน้อย | งานของ Ozawa และคณะ (2015) ในคนทำงานหน้าจอ 480 มก. ต่อวัน 8 สัปดาห์ พบตัวชี้วัดตาล้าบางตัวดีขึ้น |
| การมองเห็นตอนกลางคืน | ไม่มีงานที่ชัด | การทบทวนของ Canter และ Ernst (2004) สรุปว่างานที่ออกแบบดีไม่พบว่าช่วยการมองในที่มืดของคนสุขภาพดี |
| โรคตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก | ไม่มีงานในคนที่ยืนยัน | ไม่มีงานขนาดใหญ่ที่ยืนยัน |
ข้อจำกัดสำคัญคือ งานของทั้งสองตัวใช้สารสกัดมาตรฐานยี่ห้อเฉพาะ ระยะสั้น และกลุ่มตัวอย่างไม่ใหญ่ ผลที่พบจึงยังไม่หนักแน่นพอจะบอกว่าใช้ได้กับทุกคน · การกินผลเบอร์รีหรือน้ำผลไม้ในปริมาณปกติก็ไม่ได้ให้แอนโทไซยานินเท่าสารสกัดในงานวิจัย
4 เลือกตามอาการ: ตัวไหนเหมาะกับใคร
| อาการ | ตัวที่มักถูกพิจารณา | สิ่งที่ควรทำก่อนหรือควบคู่ |
|---|---|---|
| ตาแห้ง ฝืด แสบ อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน | มากิเบอร์รี (หลักฐานน้อย) | กะพริบตาให้บ่อย ใช้น้ำตาเทียม ลดลมแอร์เป่าหน้า อ่าน ตาแห้งจากการจ้องจอ |
| ตาล้าเย็น ๆ หลังจ้องจอ 8 ชั่วโมง | บิลเบอร์รี | กฎ 20-20-20 ปรับแสงจอ อ่าน แสงสีฟ้ากับอาการตาล้า |
| มองกลางคืนไม่ชัด ขับรถกลางคืนลำบาก | ไม่ใช่โจทย์ของอาหารเสริม | ตรวจตา อาจเป็นสายตาผิดปกติ ต้อกระจก หรือขาดวิตามินเอ |
| มีเบาหวานหรือกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด | ปรึกษาแพทย์ก่อนทั้งสองตัว | เบอร์รีสกัดอาจมีผลต่อน้ำตาลและการแข็งตัวของเลือด |
ถ้าตาแห้งร่วมกับปากแห้ง ปวดข้อ หรือใส่คอนแทกต์เลนส์แล้วตาแดงบ่อย ควรพบจักษุแพทย์ เพราะเป็นอาการที่อาหารเสริมไม่ได้ช่วย
5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน
ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำ กินคู่กันได้ เพราะเป็นแอนโทไซยานินจากพืชทั้งคู่ และบางสูตรรวมไว้ด้วยกัน แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่ารวมกันได้ผลมากกว่าตัวเดียว หลักการกินคือ
- กินพร้อมอาหาร เวลาเดิมทุกวัน — ลดอาการไม่สบายท้อง ช่วงเวลาไม่ได้มีผลมากเท่าความสม่ำเสมอ รายละเอียดที่ บิลเบอร์รี กินตอนไหน
- ประเมินที่ 4–8 สัปดาห์ — ตามระยะที่งานวิจัยใช้ ถ้าไม่ดีขึ้นเลยควรพบจักษุแพทย์แทนการเพิ่มขนาด
- ดูปริมาณสารสกัดและเปอร์เซ็นต์มาตรฐานบนฉลาก — ผลิตภัณฑ์ที่ใส่เบอร์รีในปริมาณน้อยไม่ควรถูกคาดหวังเท่างานวิจัย
- ใช้ใบบิลเบอร์รีไม่ได้ — สารสกัดที่ศึกษาเป็นสารสกัดจากผล ใบบิลเบอร์รีมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยเมื่อใช้ปริมาณมาก
6 ข้อควรระวังและใครควรปรึกษาแพทย์
| กลุ่ม | ข้อกังวล | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด | แอนโทไซยานินขนาดสูงอาจเสริมฤทธิ์ยา | ปรึกษาแพทย์ก่อน |
| เบาหวาน กินยาลดน้ำตาล | เบอร์รีสกัดอาจมีผลต่อระดับน้ำตาล | ปรึกษาแพทย์ และติดตามน้ำตาล |
| จะผ่าตัดหรือทำฟัน | ความเสี่ยงเลือดออกทางทฤษฎี | แจ้งแพทย์ล่วงหน้า |
| ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก | ข้อมูลความปลอดภัยของสารสกัดจำกัด | กินผลไม้ตามปกติได้ แต่ไม่แนะนำสารสกัดเอง |
อ่านผลข้างเคียงของบิลเบอร์รีเพิ่มเติมที่ โทษของบิลเบอร์รี
7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มากิเบอร์รีกับบิลเบอร์รีต่างกันยังไง?
มากิเบอร์รีมาจากชิลี มีแอนโทไซยานินกลุ่มเดลฟินิดินเป็นหลัก งานขนาดเล็กดูเรื่องปริมาณน้ำตาในคนตาแห้ง ส่วนบิลเบอร์รีมาจากยุโรป มีแอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน งานขนาดเล็กดูเรื่องตาล้าจากการใช้จอ
มากิเบอร์รี คือ อะไร?
คือเบอร์รีป่าสีม่วงเข้มจากชิลี (Aristotelia chilensis) มีแอนโทไซยานินสูง โดยเฉพาะเดลฟินิดิน สารสกัดมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัยมีเดลฟินิดินไม่น้อยกว่า 35%
ตาแห้งควรเลือกมากิเบอร์รีหรือบิลเบอร์รี?
หลักฐานเรื่องตาแห้งที่มีอยู่เอนไปทางมากิเบอร์รี แต่เป็นงานขนาดเล็ก สิ่งที่ได้ผลชัดกว่าคือการกะพริบตา น้ำตาเทียม และการลดลมแอร์ ถ้าตาแห้งรุนแรงหรือเรื้อรังควรพบจักษุแพทย์
บิลเบอร์รีช่วยมองเห็นตอนกลางคืนจริงไหม?
การทบทวนงานวิจัยที่ออกแบบดีไม่พบว่าบิลเบอร์รีช่วยการมองเห็นในที่มืดของคนสุขภาพดี เรื่องนักบินกินแยมบิลเบอร์รีเป็นเรื่องเล่ามากกว่าหลักฐาน
มากิเบอร์รีกับบิลเบอร์รีกินคู่กันได้ไหม?
ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำกินคู่กันได้ แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่าได้ผลมากกว่าตัวเดียว ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อน
มากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีกินตอนไหนดี?
กินพร้อมอาหารเวลาเดิมทุกวัน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าช่วงเวลา และควรประเมินผลที่ 4–8 สัปดาห์ตามระยะที่งานวิจัยใช้
โทษของมากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีมีอะไรบ้าง?
ในขนาดที่งานวิจัยใช้มักปลอดภัย อาจมีอาการไม่สบายท้องเล็กน้อย ข้อกังวลหลักคืออาจเสริมฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาเบาหวาน และข้อมูลระยะยาวของมากิเบอร์รียังน้อย
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
- มากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีเป็นสารในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาหรือป้องกันโรคตาแห้ง จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน หรือเบาหวานขึ้นตา · งานวิจัยของทั้งสองตัวเป็นงานขนาดเล็ก ใช้สารสกัดมาตรฐานในขนาดเฉพาะ และวัดผลระยะสั้น · ไม่ใช้แทนน้ำตาเทียมที่แพทย์แนะนำ การพักสายตา หรือการตรวจตา
- ตาแดง ปวดตา ตามัวลงเร็ว เห็นแสงวาบหรือจุดลอยเพิ่มขึ้นทันที หรือตาแห้งจนแสบมากและแพ้แสง ต้องพบจักษุแพทย์ · ตาแห้งร่วมกับปากแห้ง ปวดข้อ หรือผื่น อาจเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ควรให้แพทย์ประเมิน · ผู้ที่มีเบาหวานควรตรวจจอประสาทตาตามนัดทุกปี
- ตาแดง ปวดตา มองเห็นพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตาหลังทำงาน ต้องพบจักษุแพทย์ ไม่ควรขยี้ตาหรือหยอดยาเองโดยไม่ปรึกษา
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มสารสกัดเบอร์รี
- ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี
อ้างอิง
- Hitoe S, et al. Maqui berry extract (MaquiBright) and dry eye: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. Panminerva Med. 2014
- Ozawa Y, et al. Bilberry extract supplementation for preventing eye fatigue in video display terminal workers. J Nutr Health Aging. 2015
- Canter PH, Ernst E. Anthocyanosides of Vaccinium myrtillus (bilberry) for night vision — a systematic review of placebo-controlled trials. Surv Ophthalmol. 2004;49(1):38-50
- National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). Bilberry — fact sheet
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
💡 กำลังมองหาตัวช่วยดูแล? อ่านต่อ: อาหารเสริมบำรุงสายตา ยี่ห้อไหนดี เลือกอย่างไร 👉
