มากิเบอร์รี vs บิลเบอร์รี ต่างกันยังไง? เบอร์รีแอนโทไซยานินคู่ดวงตา ตัวไหนมีงานเรื่องตาแห้ง ตัวไหนเรื่องตาล้า กินคู่กันได้ไหม กินตอนไหน และโทษที่ต้องรู้

มากิเบอร์รี (Maqui berry หรือ Aristotelia chilensis) กับบิลเบอร์รี (Bilberry หรือ Vaccinium myrtillus) เป็นเบอร์รีที่มีแอนโทไซยานินสูงทั้งคู่ แต่ชนิดของแอนโทไซยานินและงานวิจัยด้านดวงตาต่างกัน — มากิเบอร์รี เป็นเบอร์รีป่าจากชิลี มีแอนโทไซยานินกลุ่ม เดลฟินิดิน เป็นหลัก สารสกัดมาตรฐานมีงานวิจัยขนาดเล็กในญี่ปุ่นที่พบว่า ปริมาณน้ำตาในคนที่มีอาการตาแห้งเล็กน้อยเพิ่มขึ้น · บิลเบอร์รี เป็นญาติของบลูเบอร์รีจากยุโรป มีแอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน มีงานขนาดเล็กเรื่อง อาการตาล้าในคนทำงานหน้าจอ แต่ตำนานเรื่องช่วยนักบินมองเห็นตอนกลางคืน ไม่ได้รับการยืนยันจากงานที่ออกแบบดี · กินคู่กันได้ในคนทั่วไป แต่ทั้งคู่ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนน้ำตาเทียมหรือการพักสายตา

30–60 มก.
มากิเบอร์รี
สารสกัดต่อวันในงานตาแห้ง
160–480 มก.
บิลเบอร์รี
สารสกัดต่อวันที่งานวิจัยใช้
~15 ชนิด
บิลเบอร์รี
แอนโทไซยานินในผล

บทความนี้ไม่ได้อธิบายบิลเบอร์รีซ้ำ (อ่านได้ที่ บิลเบอร์รี คืออะไร) แต่จะตอบคำถามที่คนเทียบสองตัวนี้สงสัยที่สุด · เรื่องแรกคือตารางเทียบ · เรื่องที่สองคือแอนโทไซยานินต่างกันตรงไหน · เรื่องที่สามคืองานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร · เรื่องที่สี่คือเลือกตามอาการ · เรื่องสุดท้ายคือกินคู่กัน วิธีกิน และข้อควรระวัง · ถ้าสนใจเบอร์รีอีกตัวในกลุ่มเดียวกัน อ่าน แบล็กเคอแรนต์และแอนโทไซยานิน

1 ตารางเทียบตรง ๆ: มากิเบอร์รี vs บิลเบอร์รี

ประเด็น มากิเบอร์รี (Maqui) บิลเบอร์รี (Bilberry)
แหล่งที่มา พุ่มไม้ป่าทางใต้ของชิลีและอาร์เจนตินา พุ่มไม้เตี้ยในยุโรปเหนือ ญาติของบลูเบอร์รี
แอนโทไซยานินเด่น กลุ่มเดลฟินิดิน (delphinidin glycosides) เป็นหลัก ผสมหลายชนิด ทั้งเดลฟินิดิน ไซยานิดิน เพทูนิดิน พีโอนิดิน และมัลวิดิน
สารสกัดมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัย เดลฟินิดินไม่น้อยกว่า 35% แอนโทไซยาโนไซด์ราว 36%
โจทย์ที่งานวิจัยดู ปริมาณน้ำตาและอาการตาแห้งเล็กน้อย อาการตาล้าจากการใช้จอ การปรับสายตาในที่มืด
ขนาดที่งานวิจัยใช้ สารสกัด 30–60 มก. ต่อวัน สารสกัด 160–480 มก. ต่อวัน
ปริมาณงานวิจัย น้อย ส่วนใหญ่เป็นงานขนาดเล็กในญี่ปุ่น มากกว่า แต่คุณภาพหลากหลาย
ข้อควรระวัง ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวน้อย อาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด อาจเสริมฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาเบาหวาน

สรุปสั้น ๆ คือ ถ้าโจทย์คือตาแห้ง หลักฐานที่มีอยู่ (แม้น้อย) เอนไปทางมากิเบอร์รี · ถ้าโจทย์คือตาล้าจากจอ บิลเบอร์รีมีงานมากกว่า · แต่สำหรับทั้งสองโจทย์ การพักสายตาและการกะพริบตาสำคัญกว่าอาหารเสริม

2 แอนโทไซยานินต่างกันตรงไหน

  • แอนโทไซยานินคืออะไร — เม็ดสีกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ให้สีแดง ม่วง น้ำเงินในผักผลไม้ ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในพืช ในคนดูดซึมได้น้อยและถูกเปลี่ยนรูปเร็ว งานวิจัยจึงมักใช้สารสกัดมาตรฐานแทนการกินผล
  • มากิเบอร์รี — เดลฟินิดินเข้มข้น แนวคิดจากงานในห้องทดลองคือเดลฟินิดินเกี่ยวกับการปกป้องต่อมน้ำตาจากความเครียดออกซิเดชัน งานในคนจึงวัดปริมาณน้ำตาและคะแนนอาการตาแห้ง
  • บิลเบอร์รี — แอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน แนวคิดเดิมคือเกี่ยวกับการสร้างใหม่ของโรดอปซิน เม็ดสีรับแสงในจอตาที่ใช้มองในที่มืด และการไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก รวมทั้งกล้ามเนื้อปรับโฟกัสของตา

ทั้งสองตัวต่างจาก ลูทีน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ไปสะสมที่จุดรับภาพของจอตาโดยตรง ถ้าสงสัยเรื่องนี้ อ่านต่อที่ บิลเบอร์รี vs ลูทีน

3 งานวิจัยพบอะไร และไม่พบอะไร

หัวข้อ มากิเบอร์รี บิลเบอร์รี
ตาแห้งเล็กน้อย งานของ Hitoe และคณะ (2014) ในญี่ปุ่น สารสกัด 30–60 มก. ต่อวัน พบปริมาณน้ำตาเพิ่มขึ้นและอาการดีขึ้นบางด้าน กลุ่มตัวอย่างเล็ก ข้อมูลน้อย
ตาล้าจากการทำงานหน้าจอ ข้อมูลน้อย งานของ Ozawa และคณะ (2015) ในคนทำงานหน้าจอ 480 มก. ต่อวัน 8 สัปดาห์ พบตัวชี้วัดตาล้าบางตัวดีขึ้น
การมองเห็นตอนกลางคืน ไม่มีงานที่ชัด การทบทวนของ Canter และ Ernst (2004) สรุปว่างานที่ออกแบบดีไม่พบว่าช่วยการมองในที่มืดของคนสุขภาพดี
โรคตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ไม่มีงานในคนที่ยืนยัน ไม่มีงานขนาดใหญ่ที่ยืนยัน

ข้อจำกัดสำคัญคือ งานของทั้งสองตัวใช้สารสกัดมาตรฐานยี่ห้อเฉพาะ ระยะสั้น และกลุ่มตัวอย่างไม่ใหญ่ ผลที่พบจึงยังไม่หนักแน่นพอจะบอกว่าใช้ได้กับทุกคน · การกินผลเบอร์รีหรือน้ำผลไม้ในปริมาณปกติก็ไม่ได้ให้แอนโทไซยานินเท่าสารสกัดในงานวิจัย

4 เลือกตามอาการ: ตัวไหนเหมาะกับใคร

อาการ ตัวที่มักถูกพิจารณา สิ่งที่ควรทำก่อนหรือควบคู่
ตาแห้ง ฝืด แสบ อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน มากิเบอร์รี (หลักฐานน้อย) กะพริบตาให้บ่อย ใช้น้ำตาเทียม ลดลมแอร์เป่าหน้า อ่าน ตาแห้งจากการจ้องจอ
ตาล้าเย็น ๆ หลังจ้องจอ 8 ชั่วโมง บิลเบอร์รี กฎ 20-20-20 ปรับแสงจอ อ่าน แสงสีฟ้ากับอาการตาล้า
มองกลางคืนไม่ชัด ขับรถกลางคืนลำบาก ไม่ใช่โจทย์ของอาหารเสริม ตรวจตา อาจเป็นสายตาผิดปกติ ต้อกระจก หรือขาดวิตามินเอ
มีเบาหวานหรือกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ปรึกษาแพทย์ก่อนทั้งสองตัว เบอร์รีสกัดอาจมีผลต่อน้ำตาลและการแข็งตัวของเลือด

ถ้าตาแห้งร่วมกับปากแห้ง ปวดข้อ หรือใส่คอนแทกต์เลนส์แล้วตาแดงบ่อย ควรพบจักษุแพทย์ เพราะเป็นอาการที่อาหารเสริมไม่ได้ช่วย

BLE (Balance E) เป็นผงชงก่อนนอนที่รวมฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ 300 มก. กาบา (GABA) 100 มก. น้ำพีช 100 มก. ทาร์ตเชอร์รี 20 มก. แอล-ธีอะนีน 20 มก. พร้อมสารสกัดบิลเบอร์รี องุ่น และเสาวรส · ออกแบบมาสำหรับคนที่ใช้สายตาหนักทั้งวันแล้วอยากให้ช่วงพักผ่อนมีคุณภาพ · มีเลข อย. 10-3-05764-5-0001 และผ่านการรับรองฮาลาล · BLE ไม่มีมากิเบอร์รีในสูตร และมีสารสกัดบิลเบอร์รีในปริมาณน้อยมาก · บิลเบอร์รีใน BLE เป็นส่วนเสริมร่วมกับองุ่นและเสาวรส ปริมาณตามฉลากต่ำกว่าขนาดหลายร้อยมิลลิกรัมที่งานวิจัยใช้มาก จึงไม่ควรคาดหวังผลเท่างานวิจัยของบิลเบอร์รี · แกนของสูตรคือกาบา 100 มก. แอล-ธีอะนีน 20 มก. ทาร์ตเชอร์รี และน้ำพีช สำหรับช่วงพักผ่อนหลังใช้สายตาทั้งวัน · BLE ไม่ใช่ยารักษาโรคตา · ผู้ที่กินยานอนหลับหรือยาลดความดันควรปรึกษาแพทย์ก่อน · ชงวันละ 1 ซองก่อนนอนตามที่ฉลากระบุ

5 กินคู่กันได้ไหม และกินตอนไหน

ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำ กินคู่กันได้ เพราะเป็นแอนโทไซยานินจากพืชทั้งคู่ และบางสูตรรวมไว้ด้วยกัน แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่ารวมกันได้ผลมากกว่าตัวเดียว หลักการกินคือ

  • กินพร้อมอาหาร เวลาเดิมทุกวัน — ลดอาการไม่สบายท้อง ช่วงเวลาไม่ได้มีผลมากเท่าความสม่ำเสมอ รายละเอียดที่ บิลเบอร์รี กินตอนไหน
  • ประเมินที่ 4–8 สัปดาห์ — ตามระยะที่งานวิจัยใช้ ถ้าไม่ดีขึ้นเลยควรพบจักษุแพทย์แทนการเพิ่มขนาด
  • ดูปริมาณสารสกัดและเปอร์เซ็นต์มาตรฐานบนฉลาก — ผลิตภัณฑ์ที่ใส่เบอร์รีในปริมาณน้อยไม่ควรถูกคาดหวังเท่างานวิจัย
  • ใช้ใบบิลเบอร์รีไม่ได้ — สารสกัดที่ศึกษาเป็นสารสกัดจากผล ใบบิลเบอร์รีมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยเมื่อใช้ปริมาณมาก

6 ข้อควรระวังและใครควรปรึกษาแพทย์

กลุ่ม ข้อกังวล ควรทำอย่างไร
กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด แอนโทไซยานินขนาดสูงอาจเสริมฤทธิ์ยา ปรึกษาแพทย์ก่อน
เบาหวาน กินยาลดน้ำตาล เบอร์รีสกัดอาจมีผลต่อระดับน้ำตาล ปรึกษาแพทย์ และติดตามน้ำตาล
จะผ่าตัดหรือทำฟัน ความเสี่ยงเลือดออกทางทฤษฎี แจ้งแพทย์ล่วงหน้า
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ข้อมูลความปลอดภัยของสารสกัดจำกัด กินผลไม้ตามปกติได้ แต่ไม่แนะนำสารสกัดเอง

อ่านผลข้างเคียงของบิลเบอร์รีเพิ่มเติมที่ โทษของบิลเบอร์รี

7 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มากิเบอร์รีกับบิลเบอร์รีต่างกันยังไง?

มากิเบอร์รีมาจากชิลี มีแอนโทไซยานินกลุ่มเดลฟินิดินเป็นหลัก งานขนาดเล็กดูเรื่องปริมาณน้ำตาในคนตาแห้ง ส่วนบิลเบอร์รีมาจากยุโรป มีแอนโทไซยานินหลายชนิดรวมกัน งานขนาดเล็กดูเรื่องตาล้าจากการใช้จอ

มากิเบอร์รี คือ อะไร?

คือเบอร์รีป่าสีม่วงเข้มจากชิลี (Aristotelia chilensis) มีแอนโทไซยานินสูง โดยเฉพาะเดลฟินิดิน สารสกัดมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัยมีเดลฟินิดินไม่น้อยกว่า 35%

ตาแห้งควรเลือกมากิเบอร์รีหรือบิลเบอร์รี?

หลักฐานเรื่องตาแห้งที่มีอยู่เอนไปทางมากิเบอร์รี แต่เป็นงานขนาดเล็ก สิ่งที่ได้ผลชัดกว่าคือการกะพริบตา น้ำตาเทียม และการลดลมแอร์ ถ้าตาแห้งรุนแรงหรือเรื้อรังควรพบจักษุแพทย์

บิลเบอร์รีช่วยมองเห็นตอนกลางคืนจริงไหม?

การทบทวนงานวิจัยที่ออกแบบดีไม่พบว่าบิลเบอร์รีช่วยการมองเห็นในที่มืดของคนสุขภาพดี เรื่องนักบินกินแยมบิลเบอร์รีเป็นเรื่องเล่ามากกว่าหลักฐาน

มากิเบอร์รีกับบิลเบอร์รีกินคู่กันได้ไหม?

ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ได้กินยาประจำกินคู่กันได้ แต่ยังไม่มีงานยืนยันว่าได้ผลมากกว่าตัวเดียว ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อน

มากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีกินตอนไหนดี?

กินพร้อมอาหารเวลาเดิมทุกวัน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าช่วงเวลา และควรประเมินผลที่ 4–8 สัปดาห์ตามระยะที่งานวิจัยใช้

โทษของมากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีมีอะไรบ้าง?

ในขนาดที่งานวิจัยใช้มักปลอดภัย อาจมีอาการไม่สบายท้องเล็กน้อย ข้อกังวลหลักคืออาจเสริมฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาเบาหวาน และข้อมูลระยะยาวของมากิเบอร์รียังน้อย

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • มากิเบอร์รีและบิลเบอร์รีเป็นสารในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่ได้รักษาหรือป้องกันโรคตาแห้ง จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน หรือเบาหวานขึ้นตา · งานวิจัยของทั้งสองตัวเป็นงานขนาดเล็ก ใช้สารสกัดมาตรฐานในขนาดเฉพาะ และวัดผลระยะสั้น · ไม่ใช้แทนน้ำตาเทียมที่แพทย์แนะนำ การพักสายตา หรือการตรวจตา
  • ตาแดง ปวดตา ตามัวลงเร็ว เห็นแสงวาบหรือจุดลอยเพิ่มขึ้นทันที หรือตาแห้งจนแสบมากและแพ้แสง ต้องพบจักษุแพทย์ · ตาแห้งร่วมกับปากแห้ง ปวดข้อ หรือผื่น อาจเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ควรให้แพทย์ประเมิน · ผู้ที่มีเบาหวานควรตรวจจอประสาทตาตามนัดทุกปี
  • ตาแดง ปวดตา มองเห็นพร่ามัว หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตาหลังทำงาน ต้องพบจักษุแพทย์ ไม่ควรขยี้ตาหรือหยอดยาเองโดยไม่ปรึกษา
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มสารสกัดเบอร์รี
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. Hitoe S, et al. Maqui berry extract (MaquiBright) and dry eye: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. Panminerva Med. 2014
  2. Ozawa Y, et al. Bilberry extract supplementation for preventing eye fatigue in video display terminal workers. J Nutr Health Aging. 2015
  3. Canter PH, Ernst E. Anthocyanosides of Vaccinium myrtillus (bilberry) for night vision — a systematic review of placebo-controlled trials. Surv Ophthalmol. 2004;49(1):38-50
  4. National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). Bilberry — fact sheet
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →