ติวเตอร์ สอนติดกันวันละหลายคาบ เสียงแหบ เจ็บคอ กินอะไรดี? ดูแลเสียงให้สอนได้ทั้งซีซัน

ติวเตอร์เป็นอาชีพที่ใช้เสียงหนักที่สุดกลุ่มหนึ่ง แต่ต่างจากนักร้องตรงที่ไม่มีใครสอนเทคนิคการใช้เสียงและไม่มีใครบอกให้พักเสียง · สอนวันละสามถึงห้าคาบ คาบละสองชั่วโมง ในห้องแอร์ที่อากาศแห้ง แล้วต้องพูดดังให้ทั้งห้องได้ยิน · ผลคือเสียงแหบ เจ็บคอ และในบางคนเสียงเปลี่ยนถาวร · บทความนี้รวมวิธีใช้เสียงให้ทนขึ้น สิ่งที่ทำได้ระหว่างคาบ สารอาหารที่เกี่ยวข้อง และสัญญาณที่ต้องพบแพทย์

ไมโครโฟนคือการลงทุนที่คุ้มที่สุด
ลดแรงที่ต้องใช้กับสายเสียง
ได้มากกว่าทุกวิธี
กระแอมคือศัตรู
ทำให้สายเสียงกระแทกกันแรง
และอักเสบมากขึ้น
พักเสียง = ไม่พูด
การกระซิบไม่ใช่การพักเสียง
และทำร้ายสายเสียงมากกว่าพูดปกติ

การออกเสียงเกิดจากสายเสียงสองเส้นที่สั่นกระทบกันหลายร้อยครั้งต่อวินาที เมื่อพูดต่อเนื่องหลายชั่วโมง สายเสียงจึงบวมและล้าเหมือนกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนัก · ปัจจัยที่ทำให้แย่ลงคือความแห้ง — เยื่อบุที่ขาดความชุ่มชื้นจะเสียดสีมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ห้องแอร์เย็นจัดทำให้เสียงพังเร็วกว่าห้องธรรมดา · ปัจจัยที่สองคือการพูดดังเกินจำเป็น ซึ่งเกิดเมื่อห้องมีเสียงรบกวนหรือห้องกว้างเกินกว่าที่เสียงธรรมชาติจะไปถึง · ปัจจัยที่สามคือการกระแอมและการไอแห้ง ๆ ซึ่งทำให้สายเสียงกระแทกกันแรงกว่าการพูดปกติมาก และเป็นวงจรที่ยิ่งกระแอมยิ่งระคาย · ปัจจัยที่สี่ที่คนมักมองข้ามคือกรดไหลย้อน ซึ่งทำให้กล่องเสียงระคายเรื้อรังและเป็นสาเหตุของเสียงแหบตอนเช้าในคนที่ไม่มีอาการแสบอกเลยก็ได้ · การดูแลที่ได้ผลจึงต้องลดภาระของสายเสียงก่อน แล้วจึงดูแลจากภายใน

1 ลดภาระสายเสียง — เรื่องที่ได้ผลที่สุด

  • ใช้ไมโครโฟนพกพาหรือลำโพงพกพาในห้องใหญ่ — เป็นสิ่งเดียวที่ลดแรงที่ต้องใช้ได้จริงอย่างชัดเจน
  • ยืนใกล้ผู้เรียนแทนการตะโกนข้ามห้อง — ระยะทางเพิ่มขึ้นสองเท่าต้องใช้แรงเสียงมากขึ้นหลายเท่า
  • ใช้สื่อ กระดาน และการให้ผู้เรียนพูดแทนบ้าง — เพื่อแบ่งเวลาที่ต้องพูดต่อเนื่อง
  • ปิดเสียงรบกวนก่อนเริ่มสอน — ปิดหน้าต่าง ลดเสียงแอร์ และจัดที่นั่งให้ใกล้ขึ้น
  • สิ่งที่ควรทำ — ถ้าต้องสอนเกินสามคาบต่อวัน ให้ถือว่าไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์จำเป็น ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย

2 ดูแลความชุ่มชื้นของเยื่อบุ

  • จิบน้ำอุณหภูมิห้องบ่อย ๆ ตลอดคาบ — ไม่ใช่ดื่มทีเดียวมาก ๆ ตอนพัก
  • เลี่ยงน้ำเย็นจัดระหว่างสอน — หลายคนพบว่าทำให้กล้ามเนื้อรอบคอเกร็งและเสียงฝืดขึ้น
  • ลดคาเฟอีนระหว่างวันที่สอนหนัก — คาเฟอีนขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น
  • อย่าตั้งแอร์เย็นจัดเกินไป — และวางแก้วน้ำไว้ในห้องเพื่อเพิ่มความชื้นเล็กน้อย
  • สิ่งที่ควรทำ — ถ้ารู้สึกคอแห้งภายในครึ่งชั่วโมงแรกทุกครั้ง แปลว่าห้องแห้งเกินไปหรือดื่มน้ำไม่พอตั้งแต่ก่อนเริ่ม

3 เลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายเสียงโดยไม่รู้ตัว

  • เลิกกระแอม — ให้กลืนน้ำลายหรือจิบน้ำแทน เพราะการกระแอมทำให้สายเสียงกระแทกกันแรง
  • เลิกกระซิบ — การกระซิบทำให้สายเสียงตึงมากกว่าการพูดเบาปกติ ไม่ใช่การพักเสียง
  • เลิกพูดแข่งกับเสียงดัง — ในร้านอาหารหรือรถ ควรรอจนเงียบแล้วค่อยพูด
  • เลิกอมยาอมเมนทอลเข้มข้นต่อเนื่อง — ความรู้สึกชาทำให้เราใช้เสียงเกินตัวโดยไม่รู้ว่าเจ็บ
  • สิ่งที่ควรทำ — สังเกตตัวเองหนึ่งวันว่ากระแอมกี่ครั้ง แล้วตั้งใจแทนด้วยการจิบน้ำ จะเห็นผลภายในสัปดาห์เดียว

4 สารอาหารและการดูแลจากภายใน

  • วิตามินซี — เกี่ยวข้องกับการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างคอลลาเจน ได้จากผลไม้สด
  • สังกะสี — เกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมเยื่อบุ ได้จากเนื้อสัตว์และถั่ว
  • ดื่มน้ำให้พอทั้งวัน — เป็นพื้นฐานที่ส่งผลต่อความชุ่มชื้นของเยื่อบุมากที่สุด
  • จัดการกรดไหลย้อนถ้ามี — ไม่กินอิ่มก่อนนอน 3 ชั่วโมง และปรึกษาแพทย์ถ้ามีอาการประจำ
  • สิ่งที่ควรจำ — สารอาหารช่วยการทำงานตามปกติของร่างกาย ไม่ได้ทำให้สายเสียงที่บาดเจ็บหายและไม่ทดแทนการพักเสียง
Lipo C ใช้วิตามินซีรูปแบบลิโพโซม Lipo-Max™ 500 มก. ร่วมกับซิงค์ 37.5 มก. และน้ำมันรำข้าว 25.5 มก. · เทคโนโลยีลิโพโซมถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ของวิตามินซีปริมาณสูงที่รูปแบบเม็ดธรรมดามักถูกตั้งคำถาม · มีเลข อย. 26-1-10867-5-0046 และผ่านการรับรองฮาลาล

5 เมื่อไรควรพบแพทย์

  • เสียงแหบต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ — ต้องพบแพทย์หู คอ จมูกเพื่อส่องตรวจสายเสียงเสมอ
  • กลืนลำบาก เจ็บร้าวไปหู หรือคลำได้ก้อนที่คอ — ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่อาการที่รอหายเอง
  • เสียงหายสนิทหลายวันหรือเสียงเปลี่ยนไปถาวร — ต้องให้แพทย์ประเมิน
  • ไอเป็นเลือดหรือมีเสมหะปนเลือด — ต้องไปโรงพยาบาล
  • เสียงแหบทุกเช้าร่วมกับแสบอกหรือขมคอ — ควรให้แพทย์ประเมินเรื่องกรดไหลย้อน

6 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กระซิบแทนการพูดช่วยพักเสียงไหม

ไม่ช่วย · การกระซิบทำให้สายเสียงตึงและเสียดสีมากกว่าการพูดเบาตามปกติ · การพักเสียงที่แท้จริงคือการไม่พูดเลยเป็นช่วงเวลา

อมยาอมแก้เจ็บคอทั้งวันได้ไหม

ไม่ควรใช้ต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะชนิดที่มีสารทำให้ชา เพราะความรู้สึกชาทำให้เราใช้เสียงเกินตัวโดยไม่รู้ว่าเจ็บ · ถ้าต้องอมทุกวันแปลว่าควรไปพบแพทย์แล้ว

ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวช่วยเรื่องเสียงไหม

ช่วยเรื่องความรู้สึกสบายคอในบางคน แต่ไม่ได้รักษาการอักเสบของสายเสียง และมะนาวที่เปรี้ยวจัดอาจกระตุ้นอาการในผู้ที่มีกรดไหลย้อน · สิ่งที่ได้ผลกว่าคือจิบน้ำเปล่าบ่อย ๆ และลดภาระเสียง

กินอาหารเสริมแล้วเสียงจะไม่แหบใช่ไหม

ไม่ใช่ · เสียงแหบเกิดจากภาระทางกลที่สายเสียงได้รับ ซึ่งลดได้ด้วยการใช้ไมโครโฟนและการพักเสียงเท่านั้น · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เสียงแหบต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ กลืนลำบาก เจ็บร้าวไปหู หรือคลำได้ก้อนที่คอ ต้องพบแพทย์หู คอ จมูก ไม่ใช่อาการที่รอหายเองได้
  • การกระซิบไม่ใช่การพักเสียง และยาอมที่มีสารทำให้ชาไม่ควรใช้ต่อเนื่องเพราะบดบังอาการเจ็บจริง
  • ผู้ที่มีกรดไหลย้อนควรได้รับการดูแลจากแพทย์ เพราะเป็นสาเหตุของเสียงแหบเรื้อรังที่พบบ่อยและรักษาได้
  • ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่ใช้แทนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การลดการรับสัมผัส หรือการรักษาของแพทย์ได้
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. American Academy of Otolaryngology–Head and Neck Surgery — Clinical Practice Guideline: Hoarseness (Dysphonia).
  2. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — แนวทางการดูแลผู้ที่ใช้เสียงเป็นอาชีพ.
  3. Roy N, Merrill RM และคณะ — Voice disorders in teachers and the general population: effects on work performance, attendance, and future career choices. Journal of Speech, Language, and Hearing Research.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →