โทษของวิตามินเค 2 (Vitamin K2) มีอะไรบ้าง? ผลข้างเคียง กินเกินได้ไหม ยาวาร์ฟารินกับยาที่ต้องระวัง และใครห้ามกิน

วิตามินเค 2 (Vitamin K2 หรือเมนาควิโนน Menaquinone) เป็นวิตามินเคกลุ่มที่พบในอาหารหมักและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ทำหน้าที่กระตุ้นโปรตีนที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดและการจัดการแคลเซียม · คำตอบสั้น ๆ ของคำถาม “โทษของวิตามินเค 2 มีอะไรบ้าง” คือ ในคนสุขภาพดีแทบไม่มีรายงานพิษ จนสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ยังไม่กำหนดขนาดสูงสุดที่รับได้ (UL) ให้วิตามินเค · อาการที่พบได้บ้างคือท้องไม่สบาย คลื่นไส้ และผื่นแพ้ซึ่งพบน้อย · แต่โทษที่สำคัญจริงคือวิตามินเค 2 หักล้างฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่มวาร์ฟาริน (Warfarin) ได้โดยตรง ผู้ที่กินยานี้จึงห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดวิตามินเค 2 เองโดยเด็ดขาด · ส่วนผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ฟอกไต หรือตั้งครรภ์ ควรให้แพทย์ดูก่อนใช้ขนาดสูง · บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรเป็นความเชื่อผิด อะไรเป็นความเสี่ยงจริง และควรกินอย่างไรให้ปลอดภัย

ยังไม่กำหนด UL
NIH ระบุว่าไม่พบพิษจากวิตามินเค 1
และเค 2 ในอาหารหรืออาหารเสริม
วาร์ฟาริน = จุดอันตรายหลัก
วิตามินเคเป็นตัวที่ยานี้ตั้งใจยับยั้ง
กินเพิ่มจึงหักล้างฤทธิ์ยา
MK-7 อยู่ในเลือดนาน
ครึ่งชีวิตยาวหลายวัน
ผลต่อค่าเลือดจึงสะสมได้

เรื่องแรกที่ต้องแยกให้ออกคือวิตามินเคมีหลายตัว — เค 1 (ฟิลโลควิโนน) มาจากผักใบเขียว เค 2 (เมนาควิโนน) มาจากอาหารหมักและเนื้อสัตว์ โดยรูปที่ใช้ในอาหารเสริมบ่อยคือ MK-4 และ MK-7 ส่วนเค 3 (เมนาไดโอน) เป็นสารสังเคราะห์ที่มีพิษและไม่ใช้ในอาหารเสริมสำหรับคน ข้อมูลพิษที่น่ากลัวหลายเรื่องบนอินเทอร์เน็ตเป็นของเค 3 ไม่ใช่เค 2 · เรื่องที่สองคือ “ไม่มีพิษ” ไม่ได้แปลว่า “ทุกคนกินได้” — ความเสี่ยงของวิตามินเค 2 ไม่ได้อยู่ที่ตัวสาร แต่อยู่ที่ยาที่กินร่วม โดยเฉพาะวาร์ฟาริน · เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าวิตามินเคทำให้เลือดข้นหรือเกิดลิ่มเลือด — ในคนที่ไม่ได้กินยาวาร์ฟาริน โปรตีนการแข็งตัวของเลือดถูกกระตุ้นเต็มที่อยู่แล้ว การกินวิตามินเคเพิ่มจึงไม่ได้ทำให้เลือดแข็งตัวเกินปกติ · และเรื่องสุดท้ายคือขอบเขตของหลักฐาน — งานวิจัยความปลอดภัยส่วนใหญ่ทำในผู้ใหญ่สุขภาพดีและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ข้อมูลในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ป่วยโรคไตระยะท้ายยังมีน้อย

1 สรุปโทษและผลข้างเคียงของวิตามินเค 2 ที่มีรายงานจริง

  • อาการทางเดินอาหาร — ท้องไม่สบาย คลื่นไส้ หรือท้องเสียเล็กน้อย มีรายงานประปรายในงานวิจัย โดยทั่วไปไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอกมากนัก และมักดีขึ้นเมื่อกินพร้อมอาหาร
  • ผื่นแพ้ — พบได้น้อย อาจเกี่ยวกับตัววิตามินหรือส่วนประกอบอื่นในแคปซูล เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือวัตถุดิบที่ได้จากนัตโตะ (ถั่วเหลืองหมัก) ซึ่งเป็นแหล่งของ MK-7
  • หักล้างฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน — เป็นโทษที่สำคัญที่สุดและมีหลักฐานชัดที่สุด รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป
  • สิ่งที่ไม่พบ — ไม่มีรายงานว่าวิตามินเค 2 ในขนาดอาหารเสริมทำให้เกิดลิ่มเลือดในคนที่ไม่ได้กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่พบพิษต่อตับหรือไตที่ชัดเจนในงานวิจัยระยะหลายปี
  • สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลพอ — การใช้ขนาดสูงต่อเนื่องหลายสิบปี การใช้ขนาดสูงในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และการใช้ในเด็ก

เหตุที่วิตามินเคไม่ค่อยสะสมจนเป็นพิษเหมือนวิตามินเอหรือดี คือร่างกายเก็บสำรองไว้น้อยและหมุนเวียนใช้เร็ว แต่ MK-7 เป็นข้อยกเว้นบางส่วนเพราะอยู่ในกระแสเลือดได้นานกว่ารูปอื่น

2 วาร์ฟาริน: เหตุผลที่คนกินยานี้ห้ามเริ่มวิตามินเค 2 เอง

วาร์ฟารินเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้ในผู้ที่มีลิ้นหัวใจเทียม หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือเคยมีลิ่มเลือดอุดตัน ยาทำงานโดยขัดขวางการนำวิตามินเคกลับมาใช้ใหม่ ทำให้โปรตีนการแข็งตัวของเลือดทำงานได้น้อยลง · พูดง่าย ๆ คือ วาร์ฟารินตั้งใจทำให้ร่างกายขาดวิตามินเคในระดับที่ควบคุมไว้ การกินวิตามินเคเพิ่มจึงเป็นการสวนทางกับยาโดยตรง

  • ผลที่ตามมา — ค่า INR (ค่าที่แพทย์ใช้ติดตามฤทธิ์ยา) ลดลง เลือดกลับมาแข็งตัวง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อลิ่มเลือดอุดตันที่ยาตั้งใจกันไว้
  • ขนาดต่ำก็มีผลได้ — มีการศึกษาในคนที่พบว่า MK-7 ขนาดระดับหลักสิบไมโครกรัมต่อวันก็รบกวนค่า INR ในบางคนได้ เพราะ MK-7 อยู่ในเลือดนานและสะสมเมื่อกินทุกวัน
  • การหยุดกะทันหันก็อันตรายเช่นกัน — ถ้าแพทย์ปรับขนาดวาร์ฟารินไว้ขณะที่เรากินวิตามินเค 2 อยู่ แล้วเราหยุดเอง ฤทธิ์ยาจะแรงขึ้นจนเสี่ยงเลือดออก หลักที่ถูกคือ “คงที่และแจ้งแพทย์” ไม่ใช่เริ่ม ๆ หยุด ๆ
  • ยาในกลุ่มเดียวกัน — ยาต้านวิตามินเคตัวอื่น เช่น อะซีโนคูมารอล (Acenocoumarol) และเฟนโพรคูมอน (Phenprocoumon) ต้องระวังแบบเดียวกัน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดรุ่นใหม่ — เช่น ไรวาร็อกซาแบน อะพิซาแบน และดาบิกาแทรน ไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านวิตามินเค จึงไม่คาดว่าจะถูกหักล้างแบบวาร์ฟาริน แต่ผู้ที่กินยากลุ่มนี้ก็ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริมทุกชนิด
  • อาหารก็นับ — นัตโตะมี MK-7 สูงมาก ผู้ที่กินวาร์ฟารินมักได้รับคำแนะนำให้เลี่ยงนัตโตะ และกินผักใบเขียวในปริมาณสม่ำเสมอแทนที่จะงดหรือกินมากเป็นช่วง ๆ

3 ตารางสรุป: ความเสี่ยง · ใครเกี่ยวข้อง · ควรทำอย่างไร

ความเสี่ยง/ข้อกังวล ใครเกี่ยวข้อง ระดับหลักฐาน ควรทำอย่างไร
หักล้างฤทธิ์วาร์ฟาริน ผู้ที่กินวาร์ฟารินหรือยาต้านวิตามินเค ชัดเจน ห้ามเริ่มหรือหยุดเอง · ให้แพทย์ที่ติดตามค่า INR ตัดสิน
ท้องไม่สบาย คลื่นไส้ ผู้ที่กินตอนท้องว่างหรือกระเพาะไว รายงานประปราย กินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน
ผื่นแพ้ ผู้ที่แพ้ถั่วเหลือง (MK-7 จากนัตโตะ) หรือส่วนประกอบของแคปซูล พบน้อย อ่านข้อมูลสารก่อภูมิแพ้บนฉลาก · มีอาการให้หยุด
ข้อมูลไม่พอสำหรับขนาดสูง หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ขาดข้อมูล ไม่ใช้ขนาดสูงเอง ปรึกษาแพทย์
สมดุลแคลเซียมและแร่ธาตุซับซ้อน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือฟอกไต ยังศึกษาอยู่ ให้แพทย์โรคไตเป็นผู้ตัดสิน
เลือดข้นหรือลิ่มเลือดในคนทั่วไป ผู้ที่ไม่ได้กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่พบหลักฐาน ไม่ใช่เหตุให้กังวล แต่ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดควรถามแพทย์

จะเห็นว่าตารางนี้มีแถวเดียวที่หลักฐานชัดเจน คือเรื่องวาร์ฟาริน ที่เหลือเป็นเรื่องอาการเล็กน้อยหรือเรื่องที่ข้อมูลยังไม่พอ

4 กินวิตามินเค 2 เกินขนาดได้ไหม และขนาดเท่าไรที่งานวิจัยใช้

  • ปริมาณที่แนะนำต่อวัน — สหรัฐฯ กำหนดปริมาณที่เพียงพอ (AI) ของวิตามินเครวมทุกรูปไว้ที่ 120 ไมโครกรัมสำหรับผู้ชาย และ 90 ไมโครกรัมสำหรับผู้หญิง ยังไม่มีค่าแนะนำแยกเฉพาะเค 2
  • ขนาดของ MK-7 ในงานวิจัย — ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราว 90-360 ไมโครกรัมต่อวัน ติดต่อกันได้นานถึงราว 3 ปีในบางการศึกษา โดยไม่พบสัญญาณอันตรายร้ายแรง
  • ขนาดของ MK-4 — ในญี่ปุ่นมีการใช้ MK-4 ขนาดสูงระดับหลายสิบมิลลิกรัมต่อวันเป็นยาที่แพทย์สั่ง ซึ่งสูงกว่าอาหารเสริมหลายร้อยเท่าและอยู่ใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่ใช่ตัวเลขที่ควรเลียนแบบเอง
  • ทำไมไม่มีค่า UL — เพราะไม่พบผลเสียจากวิตามินเค 1 และเค 2 ในคนหรือสัตว์ทดลองในขนาดที่ศึกษา · แต่การไม่มีค่า UL หมายถึง “ยังไม่พบ” ไม่ใช่ “พิสูจน์แล้วว่ากินเท่าไรก็ได้”
  • อ่านหน่วยให้ถูก — วิตามินเค 2 ใช้หน่วยไมโครกรัม (มคก. หรือ mcg) ซึ่งเล็กกว่ามิลลิกรัมพันเท่า การอ่านผิดหน่วยเป็นสาเหตุของการกินซ้อนที่พบบ่อย
  • บวกจากทุกผลิตภัณฑ์ — วิตามินดี 3 สูตรผสม แคลเซียมสูตรผสม และวิตามินรวมหลายตัวใส่เค 2 มาแล้ว ถ้ากินหลายขวดต้องรวมตัวเลข

5 ยาและภาวะอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิตามินเค 2

นอกจากวาร์ฟาริน ยาส่วนใหญ่ในรายการนี้ไม่ได้ทำให้วิตามินเค 2 เป็นอันตราย แต่ทำให้ระดับวิตามินเคในร่างกายเปลี่ยน ซึ่งควรรู้ไว้เวลาคุยกับแพทย์หรือเภสัชกร

  • ยาปฏิชีวนะที่ใช้ต่อเนื่องนาน — ลดแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างเมนาควิโนน และยาบางกลุ่มรบกวนการทำงานของวิตามินเคโดยตรง อาจทำให้ระดับวิตามินเคลดลง
  • ยาจับกรดน้ำดี — เช่น คอเลสไทรามีน ลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันรวมทั้งวิตามินเค ควรกินห่างกันตามที่เภสัชกรแนะนำ
  • ออร์ลิสแตต (Orlistat) — ยาลดการดูดซึมไขมัน ทำให้วิตามินที่ละลายในไขมันดูดซึมได้น้อยลงเช่นกัน
  • ภาวะดูดซึมไขมันบกพร่อง — โรคตับ โรคทางเดินน้ำดี หรือหลังผ่าตัดลำไส้ ทำให้ดูดซึมวิตามินเคได้น้อย ควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดการเสริม
  • วิตามินดีและแคลเซียม — มักกินคู่กับวิตามินเค 2 ได้ตามปกติ ข้อควรระวังอยู่ที่ฝั่งวิตามินดีและแคลเซียมซึ่งมีขนาดสูงสุดของตัวเอง ไม่ควรกินซ้อนหลายผลิตภัณฑ์จนเกิน
  • วิตามินอีขนาดสูง — มีข้อมูลว่าอาจรบกวนการทำงานของวิตามินเคได้ ผู้ที่กินวิตามินอีขนาดสูงร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องแจ้งแพทย์

6 ใครห้ามกินเอง และใครต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

  • ผู้ที่กินวาร์ฟารินหรือยาต้านวิตามินเค — ห้ามเริ่มเอง ห้ามหยุดเอง และต้องบอกแพทย์ทุกครั้งที่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ แม้เป็นวิตามินรวมที่มีเค 2 เพียงเล็กน้อย
  • ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรือมีลิ้นหัวใจเทียม — แม้ปัจจุบันจะใช้ยารุ่นใหม่ ก็ควรให้แพทย์ทราบก่อน
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ที่ฟอกไต — สมดุลแคลเซียม ฟอสเฟต และวิตามินในกลุ่มนี้ซับซ้อน การเสริมสารใด ๆ ต้องผ่านแพทย์โรคไต
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร — วิตามินเคจากอาหารตามปกติไม่ใช่ปัญหา แต่อาหารเสริมขนาดสูงยังไม่มีข้อมูลพอ
  • เด็ก — ไม่ควรให้อาหารเสริมวิตามินเค 2 ของผู้ใหญ่ เว้นแต่แพทย์สั่ง
  • ผู้ที่แพ้ถั่วเหลือง — ต้องดูว่า MK-7 ในผลิตภัณฑ์มาจากนัตโตะหรือไม่ และดูน้ำมันที่ใช้ในแคปซูล
  • ผู้ที่กำลังจะผ่าตัดหรือทำหัตถการ — แจ้งรายการอาหารเสริมทั้งหมดให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

7 กินวิตามินเค 2 อย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด

  • กินพร้อมมื้อที่มีไขมัน — วิตามินเคละลายในไขมัน กินพร้อมอาหารช่วยการดูดซึมและลดอาการไม่สบายท้อง
  • กินสม่ำเสมอในขนาดเดิม — สำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่แพทย์อนุญาตให้กินร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะแพทย์ปรับยาตามปริมาณวิตามินเคที่ได้รับเป็นประจำ
  • ใช้ขนาดตามฉลาก — ไม่มีหลักฐานว่าขนาดสูงมากให้ประโยชน์ต่อกระดูกเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่บอกรูปแบบและปริมาณ — ฉลากควรระบุว่าเป็น MK-4 หรือ MK-7 และกี่ไมโครกรัมต่อหน่วยบริโภค
  • ทำรายการสิ่งที่กินทั้งหมด — ถ่ายรูปฉลากทุกตัวให้เภสัชกรดู จะเห็นทันทีว่ามีวิตามินเค วิตามินดี หรือแคลเซียมซ้อนกันหรือไม่
  • อย่าตั้งความหวังเกินหลักฐาน — งานวิจัยเรื่องกระดูกให้ผลไม่สม่ำเสมอระหว่างประชากรและรูปแบบของเค 2 ส่วนเรื่องหลอดเลือดยังอยู่ระหว่างการศึกษา พื้นฐานอย่างโปรตีน แคลเซียมจากอาหาร แสงแดด และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักยังมีน้ำหนักกว่า
Lipo D3 ให้วิตามินดี 3 ในรูปลิโพโซม 100 มก. พร้อมสารที่ทำงานร่วมกันเรื่องกระดูก — แมกนีเซียมซิเตรต 175 มก. แมกนีเซียมออกไซด์ 50 มก. วิตามินซี 100 มก. ไฟโตสเตอรอล 20 มก. และวิตามินเค 2 · ระบุปริมาณสารสำคัญรายตัวบนฉลาก มีเลข อย. 26-1-10867-5-0048 และผ่านการรับรองฮาลาล · ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพราะมีวิตามินเค 2

8 เมื่อไรต้องหยุดและพบแพทย์

  • โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที — ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดแล้วมีขาบวมปวดข้างเดียว เจ็บแน่นหน้าอก หายใจหอบเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด
  • ไปโรงพยาบาลทันที — ผื่นลมพิษทั่วตัว หน้า ปาก หรือลิ้นบวม หายใจลำบาก ซึ่งเป็นภาพของการแพ้รุนแรง
  • ติดต่อคลินิกวาร์ฟารินโดยเร็ว — ถ้าเผลอกินวิตามินเค 2 ไปแล้วขณะใช้ยาวาร์ฟาริน อย่ารอถึงวันนัด และอย่าปรับขนาดยาเอง
  • พบแพทย์ — คลื่นไส้หรือท้องเสียต่อเนื่องหลายวันแม้กินพร้อมอาหารแล้ว หรือมีผื่นคันที่ไม่หาย
  • พบแพทย์เพื่อประเมินกระดูก — ผู้ที่ส่วนสูงลดลง หลังค่อมขึ้น หรือกระดูกหักจากแรงกระแทกเบา ๆ ต้องตรวจมวลกระดูก ไม่ใช่พึ่งอาหารเสริมอย่างเดียว

9 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โทษของวิตามินเค 2 มีอะไรบ้าง?

ในคนสุขภาพดีแทบไม่มีรายงานพิษ และยังไม่มีการกำหนดขนาดสูงสุดที่รับได้ · อาการที่พบได้บ้างคือท้องไม่สบาย คลื่นไส้ และผื่นแพ้ซึ่งพบน้อย · โทษที่สำคัญจริงคือการหักล้างฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน ทำให้ยาคุมการแข็งตัวของเลือดได้ไม่พอ

กินวาร์ฟารินอยู่ กินวิตามินเค 2 ได้ไหม?

ห้ามเริ่มเอง · วาร์ฟารินออกฤทธิ์โดยขัดขวางการใช้วิตามินเค การกินเค 2 เพิ่มจึงสวนทางกับยาและทำให้ค่า INR ลดลงได้แม้ในขนาดต่ำ · ถ้ากินไปแล้วอย่าหยุดเองกะทันหันและอย่าปรับยาเอง ให้ติดต่อแพทย์หรือคลินิกวาร์ฟารินที่ติดตามค่าเลือดอยู่

วิตามินเค 2 ทำให้เลือดข้นหรือเกิดลิ่มเลือดไหม?

ในคนที่ไม่ได้กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยังไม่พบหลักฐานว่าวิตามินเค 2 ในขนาดอาหารเสริมทำให้เลือดแข็งตัวเกินปกติ เพราะโปรตีนการแข็งตัวของเลือดถูกกระตุ้นเต็มที่อยู่แล้ว · แต่ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันหรือกินยาอยู่ควรถามแพทย์ก่อนเสมอ

วิตามินเค 2 กินทุกวันได้ไหม กินเกินจะเป็นอะไรไหม?

งานวิจัยให้กิน MK-7 ทุกวันในช่วงราว 90-360 ไมโครกรัมต่อเนื่องได้นานหลายปีโดยไม่พบอันตรายร้ายแรง · ยังไม่พบพิษจากการกินเกินในคนทั่วไป แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าขนาดสูงมากให้ประโยชน์เพิ่ม จึงควรใช้ตามฉลากและไม่กินซ้อนหลายผลิตภัณฑ์

ใครห้ามกินวิตามินเค 2?

ผู้ที่กินวาร์ฟารินหรือยาต้านวิตามินเคห้ามเริ่มเอง · ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ฟอกไต ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และเด็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน · ผู้ที่แพ้ถั่วเหลืองต้องดูแหล่งที่มาของ MK-7 บนฉลาก

วิตามินเค 2 กินคู่กับวิตามินดี 3 และแคลเซียมได้ไหม?

กินคู่กันได้และเป็นสูตรที่พบบ่อย เพราะทั้งสามทำงานเกี่ยวข้องกับแคลเซียมและกระดูก · สิ่งที่ต้องระวังคือขนาดรวมของวิตามินดีและแคลเซียมจากทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ตัววิตามินเค 2 · กินพร้อมมื้อที่มีไขมันเพื่อการดูดซึมที่ดี

วิตามินเค 2 กับเค 1 และเค 3 ต่างกันอย่างไรในแง่ความปลอดภัย?

เค 1 มาจากผักใบเขียว เค 2 มาจากอาหารหมักและเนื้อสัตว์ ทั้งสองยังไม่พบพิษในขนาดที่ใช้ทั่วไป · ส่วนเค 3 หรือเมนาไดโอนเป็นสารสังเคราะห์ที่มีรายงานพิษและไม่ใช้ในอาหารเสริมสำหรับคน ข้อมูลพิษของเค 3 จึงนำมาใช้กับเค 2 ไม่ได้

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา — ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค เป็นเพียงตัวช่วยดูแลสุขภาพ
  • วิตามินเค 2 ไม่ใช่ยา ไม่ได้ป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุนหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่ใช้แทนยาบำรุงกระดูกหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่แพทย์สั่ง
  • ผู้ที่กินยาวาร์ฟารินแล้วมีอาการขาบวมปวดข้างเดียว เจ็บแน่นหน้าอก หายใจหอบเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรงหรือปากเบี้ยวพูดไม่ชัด ต้องโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ายาคุมการแข็งตัวของเลือดได้ไม่พอ · ผื่นลมพิษ หน้าบวม หรือหายใจลำบากหลังกินวิตามินเค 2 ต้องหยุดและไปโรงพยาบาลเช่นกัน
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างกัน
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่กินยาวาร์ฟารินหรือยาต้านวิตามินเค ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดวิตามินเค 2 เอง รวมถึงวิตามินรวมและวิตามินดีสูตรผสมที่มีเค 2 · ต้องแจ้งแพทย์ที่ติดตามค่า INR ทุกครั้ง
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ฟอกไต และผู้ที่มีภาวะดูดซึมไขมันบกพร่อง ควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดการเสริมวิตามินเค วิตามินดี และแคลเซียม
  • ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองในทุกกรณี

อ้างอิง

  1. NIH Office of Dietary Supplements — Vitamin K: Fact Sheet for Health Professionals
  2. EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition and Allergies — Dietary Reference Values for vitamin K
  3. MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine) — Warfarin: Drug Information and dietary vitamin K
  4. Linus Pauling Institute, Oregon State University — Micronutrient Information Center: Vitamin K
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือผู้ที่กินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
👥
ผู้เขียน & ตรวจทาน
ทีมงาน BLB Balance Brand

บทความนี้จัดทำและตรวจทานโดยทีมงาน บริษัท บาลานซ์ แบรนด์ จำกัด เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Mayo Clinic, NIH, Cleveland Clinic) · เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค

เกี่ยวกับเรา / มาตรฐานเนื้อหา →